เที่ยวเมืองตราด สุดเขตแดนตะวันออก ท่องเที่ยวคุ้มค่า ควรค่าแก่การบอกต่อ

เมืองเล็กชายฝั่งตะวันออกสุดเขตแดนสยามที่มากด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติ วิถีชีวิตที่เรียบง่ายไม่รีบร้อนวุ่นวาย เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเมืองเกาะครึ่งร้อย แน่นอนว่าจังหวัดตราดคือจุดหมายปลายทางหนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวมืออาชีพหรือมือสมัครเล่นมักจะล็อคเป้าหมายไว้เป็นหนึ่งในรายชื่อแหล่งท่องเที่ยวที่ต้องไปให้ได้สักครั้งหนึ่ง ด้วยการเดินทางที่ไม่ไกลจากเมืองหลวง นับเวลาเพียงไม่เกิน 5 ชั่วโมงโดยประมาณ นั่นจึงทำให้จังหวัดตราดเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่คุณไม่ควรพลาดเก็บเกี่ยวความประทับใจในทริปวันหยุด เกาะช้าง เกาะใหญ่ที่เมื่อได้ลองสัมผัสแล้วคุณจะตกหลุมรัก หากจะบอกว่าเกาะช้างคือแหล่งท่องเที่ยวเบอร์หนึ่งที่สร้างชื่อให้จังหวัดตราดก็คงไม่ผิด ด้วยขนาดของเกาะที่ใหญ่มีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามทั้งหาดทรายสีขาวทอดตัวยาวตัดกับกระแสคลื่นเบา ๆ ของน้ำทะเลสีฟ้าคราม อีกทั้งสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ มีทั้งพื้นที่ป่า น้ำตก กระทั่งวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน ย่อมดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติมุ่งสู่จังหวัดตราดได้ปีละไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน และ VWIN ทราบข้อมูลมาว่าสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 1.9 หมื่นล้านบาท การข้ามไปเกาะช้างก็ถือว่าสะดวกสบายมีให้เลือกทั้งเรือเฟอร์รีที่บรรทุกได้ทั้งคนและยานพาหนะ เรียกได้ว่าขับรถส่วนตัวตะลุยเกาะช้างกันได้ชิล ๆ หรือต้องการความรวดเร็วอย่างสปีดโบ๊ทก็มีให้เลือกใช้บริการ บนเกาะช้างมีถนนหนทางการคมนาคมที่สะดวก แต่ก็ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ให้มากขึ้นสักหน่อย โดยเฉพาะท่านที่ไม่คุ้นชินกันเส้นทาง นักท่องเที่ยวส่วนมากนิยมจับจองที่พักกันที่หาดทรายขาว ด้วยมีพร้อมทั้งที่พักทุกระดับ ร้านอาหารมีให้เลือกมากมายหลากหลาย แหล่งอำนวยความสะดวก สถานบันเทิงครบครัน และความสวยงามของหาดทรายสีขาวยาวกว่า 6 กิโลเมตร เหมาะกับกิจกรรมบนชายหาดทุกรูปแบบ แต่หากต้องการความสงบสักหน่อยก็ยังมีหาดคลองพร้าวและหาดไก่แบ้ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีไม่แพ้กัน หรือบางท่านต้องการความสงบแบบวิถีชุมชน แนะนำให้มุ่งหน้าสู่อ่าวบางเบ้าและอ่าวสลักเพชร นอนโฮมสเตย์สัมผัสกลิ่นไอหมู่บ้านชาวประมงอย่างลึกซึ้ง เมืองเกาะครึ่งร้อย อันดามันแห่งทะเลอ่าวไทย ความสวยบนความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ แม้เกาะช้างจะเป็นเบอร์หนึ่งแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดตราด แต่ธรรมชาติก็ยังสรรค์สร้างความสวยงามไว้ให้นักท่องเที่ยวอย่างเรา ๆ

สิงคโปร์ สร้างการท่องเที่ยวด้วยมันสมองและสองมือ

ประเทศที่เล็กที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากไม่แพ้ประเทศใหญ่ ๆ จากที่ไม่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย จนสร้างให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้ ด้วยการใช้สมองสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ความคิดสร้างสรรค์” ให้เกิดจินตนาการผ่านแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ของประเทศที่แม้แต่สนามบินก็สามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักได้ สนามบินชางงีเปิดตัวห้างสุดหรู “Jewel Changi Airport” ที่มีสินค้าแบรนด์ระดับโลกให้นักท่องเที่ยวได้จับจ่ายใช้สอยกันอย่างสนุกสนาน รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นหลักในห้างสรรพสินค้านี้ที่สามารถละสายตาจากการเลือกชมสินค้าต่าง ๆ ได้ นั่นคือ น้ำตกในอาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก (Rain Vortex) ที่ทำให้ทุกคนต้องหยิบโทรศัพท์มือถือเพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึกว่าได้มาถึงแหล่งท่องเที่ยวที่ใหม่สุดของสิงคโปร์แล้ว นอกจากนี้หากใครพอมีเวลาต้องรอชมการแสดงแสง สี เสียงของน้ำตกยักษ์แห่งนี้ได้โดยมีตารางบอกไว้ถึงรอบการแสดงอย่างชัดเจน ถัดจากสนามบินชางงีเล็กน้อยใครที่อยากเห็นชายหาดและทะเลของสิงคโปร์แนะนำให้เดินทางมายัง East Coast Park ที่มีทั้งสวนสาธารณะ สนามหญ้า ถนนสำหรับปั่นจักรยาน หรือหากท่านใดสนใจกิจกรรมทางน้ำ เช่น สกีน้ำ ก็มีอุปกรณ์ให้เช่าเล่นได้ ส่วนใครที่มาเป็นคู่รักการได้นอนฟังเสียงคลื่นและการตั้งแคมป์เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อได้ถ่ายภาพลงโซเชียลทุกคนต้องตะลึงถามติดตามว่าได้มาจากส่วนไหนของสิงคโปร์ เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ย่านอาหารที่นักท่องเที่ยวนึกถึงคงหนีไม่พ้นย่านของคนจีน ไชน่าทาวน์ที่สิงคโปร์ก็ตอบโจทย์ใหญ่ทางด้านการกินได้ไม่แพ้ไชน่าทาวน์จากทุกมุมโลก การได้เดินทะลุซอยเล็กซอยน้อยเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเดินไชน่าทาวน์ของที่นี่ นอกจากจะมีของฝากราคาถูกยังมีอาหารหลากหลายให้เลือก เช่น ข้าวมันไก่ ผัดหมี่ต่าง ๆ ข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น เมื่อท้องอิ่มลองเดินลัดเลาะอีกนิดเพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับวัดพระเขี้ยวแก้วที่เป็นสถานที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุ พระเขี้ยวแก้ว ของพระพุทธเจ้าให้สักการะบูชาเป็นสิริมงคลต่อตนเองอีกด้วย สุดท้ายหากมีเวลาลองไปเดินเล่นรอบ

ชัยนาทเมืองท่องเที่ยวที่ไม่ได้มีดีแค่สวนนก

“หลวงปู่ศุขลือชา เขื่อนเจ้าพระยาเลื่องชื่อ นามระบือสวนนก ส้มโอดกขาวแตงกวา” คำขวัญประจำจังหวัดชัยนาท และเป็นบทสรุปของการท่องเที่ยวจังหวัดได้อย่างครบถ้วน การเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดชัยนาทในปัจจุบันแสนสะดวกหากมาจากกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าสู่ภาคเหนือสามารถเดินทางถนนสายเอเชีย หรือหากท่องเที่ยวเช้าที่จังหวัดสุพรรณบุรีและเที่ยวบ่ายที่ชัยนาทเส้นทางก็สะดวกสบายและขับรถฟังเพลงได้เรื่อย ๆ ไม่เกิน  2 ชั่วโมงก็ถึงที่หมายได้สบาย ๆ วัดปากคลองมะขามเฒ่า เป็นวัดหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากอยู่ห่างจากตัวเมืองชัยนาทประมาณ 25 กิโลเมตร วัดนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายจนกลายเป็นหนึ่งในคำขวัญของจังหวัดได้ เพราะมีเกจิอาจารย์ชื่อดังเคยเป็นเจ้าอาวาสที่รู้จักกันในนาม “หลวงปู่ศุข” ซึ่งท่านเป็นพระอาจารย์ของเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (เสด็จเตี่ย) นอกจากวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่แล้วพระเครื่องหลวงปู่ศุขยังมีชื่อเสียงและราคาสูงในวงการพระเครื่องของประเทศไทยด้วย ดังนั้นหากจะท่องเที่ยวขอพรเอาฤกษ์เอาชัยแล้วเมื่อไปถึงจังหวัดชัยนาทควรแวะไหว้พระขอพรจากองค์หลวงปู่ศุขเพื่อความเป็นสิริมงคล เขื่อนเจ้าพระยา ตั้งอยู่ในอำเภอสรรพยา นอกจากจะเป็นเขื่อนเก็บน้ำขนาดใหญ่ ยังสามารถใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ด้วย ถ้าได้มาท่องเที่ยวช่วงเดือนมกราคมจะพบกับฝูงนกเป็ดน้ำนับหมื่นตัวให้ได้ชมกัน ส่วนช่วงเวลาปกติหากมากลางวันอากาศจะร้อนควรมาช่วงเย็นและเดินเล่นริมเขื่อนชมพระอาทิตย์ตกดินสูดบรรยากาศดี ๆ ไม่มีฝุ่นรบกวนเพื่อฟอกปอดก็นับว่าดีทีเดียว หลังจากนั้นรับประทานอาหารปลาสด ๆ ด้วยฝีมือชาวบ้านแบบตำรับกับข้าวภาคกลางอิ่มท้องก่อนกลับ หรือจะย้อนไปเดินเล่นในตลาดเก่าสรรพยา เพื่อชมวิถีชีวิตของชุมชนโบราณแห่งนี้เพื่อย้อนวัยวันวานสำราญใจก็สามารถทำได้ในเวลาไม่นาน สวนนกชัยนาท แหล่งเรียนรู้นกที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย มีกรงนกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียซึ่งเป็นกรงนกแบบเปิดให้นกได้อาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติ นอกจากแหล่งเรียนรู้เรื่องนกทั้งนกของไทยและนกนานาชาติแล้ว สวนนกชัยนาทยังมีอุโมงค์แก้วเพื่อศึกษาพันธุ์ปลาลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากว่า  90 ชนิด รวมถึงพิพิธภัณฑ์ไข่นกที่เป็นศูนย์การเรียนรู้วงจรชีวิตของนก อีกด้วย เรียกได้ว่าหากอยากศึกษาเรื่องนก สวนนกชัยนาทตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ส้มโอขาวแตงกวา เป็นผลไม้เฉพาะถิ่นและผลไม้เศรษฐกิจของจังหวัดชัยนาท สิ่งที่พิเศษของส้มโอขาวแตงกวาได้แก่รสชาติหวานฉ่ำนำ เปรี้ยวตามละมุน อร่อยเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด เหมาะควรอย่างยิ่งแก่การซื้อเป็นของฝากเด็กเล็ก

ระนองถึงจะเป็นเมืองรองแต่ต้องไปเที่ยวสักครั้ง

ระนองถึงเป็นเมืองรองแต่ความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวไม่เคยเป็นรองใคร ด้วยเป็นจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นทะเลสวยงาม ทำให้ระนองเป็นหนึ่งในเส้นทางในฝันของนักท่องเที่ยวบางคนที่ต้องมาสัมผัสความงามนี้ให้ได้ เช่นที่เกาะพยาม ที่ได้รับคำชื่นชมว่าเป็นมัลดีฟส์ของเมืองไทยก็คงไม่ผิดนัก ภาพของรีสอร์ทสวย ๆ น้ำใส ๆ ตัดกับฟ้าสีฟ้าคราม ทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนหลงลืมไปว่าอยู่มัลดีฟส์จริง ๆ นอกจากจะมีเวลาว่างนั่งชมความสวยงามของน้ำทะเลแล้ว ตอนกลางของเกาะพยามยังสามารถเดินชมป่า ชมธรรมชาติรวมถึงฝูงลิง นกต่าง ๆ และถ้าหากโชคดีอาจได้เห็นนกเงือกสวย ๆ บินผ่านไปผ่านมาอวดโฉมให้ได้ชื่นชมกัน หากมีเวลาว่างอยากให้ลองศึกษาวิถีชีวิตของชาวมอแกนที่ประกอบอาชีพประมง และที่น่าสนใจคือในปัจจุบันผู้ชายชาวมอแกนยังคงลงดำน้ำเพื่อจับกุ้งมังกรด้วยมือเปล่าตามวิถีแบบดั้งเดิม นับได้ว่าเป็นภูมิปัญญาแบบดั้งเดิมที่น่าสนใจมากต่อการได้เรียนรู้ของนักท่องเที่ยว ขากลับอย่าลืมแวะเที่ยวชมโบสถ์กลางทะเลของวัดเกาะพยาม เพื่อไหว้องค์พระยืนปางลีลาหันหน้าออกทะเลเพื่อให้เดินทางกลับอย่างปลอดภัยด้วย ภายหลังจากเที่ยวทะเลแล้วระนองก็มีน้ำตกหงาว ภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาวซึ่งน้ำตกหงาวยืนเด่นตะหง่านรอรับนักท่องเที่ยวให้เห็นสายน้ำสีขาวไหลลงจากหน้าผาสูง ยิ่งถ้าในฤดูฝนจะเห็นสายน้ำไหลมากขึ้นทำให้ธารน้ำตกสวยงามมากขึ้นเมื่อเห็นมาจากที่ไกล ๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าไปใกล้ตัวน้ำตกมากก็สามารถชื่นชมความงามของน้ำตกได้ ในช่วงฤดูแล้งสามารถเดินพิชิตยอดเขาขึ้นไปภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว จะพบกับทิวทัศน์สวยงามทั้งภูเขาหญ้าและท้องทะเลไกลของประเทศเมียนมาได้อีกด้วย กองทัพต้องเดินด้วยท้องเป็นคำที่ใช้เวลาที่เริ่มรู้สึกหิว ตลาดเย็นหรือจะเรียกว่าสตรีทฟู้ดของเมืองระนองเป็นอีกสถานที่แห่งหนึ่งที่สมควรแวะฝากท้องอย่างยิ่ง ที่สำคัญราคาของอาหารที่นี่ถูกอย่างน่าเหลือเชื่อ เช่นขนมจีนน้ำยาปูเนื้อแน่นน้ำยาในแบบฉบับปักษ์ใต้ในราคาเพียง 25 บาท  นอกจากนี้ผู้ที่ชื่นชอบอาหารทะเลต้องถูกใจอย่างแน่นอน เพราะมีอาหารทะเลสด ๆ ย่างกันในราคามิตรภาพ ในส่วนของขนมก็มีทั้งขนมหวานทั่วไปของทั้งภาคกลางและภาคใต้ นอกจากนี้ผลไม้ระนองเช่นทุเรียน ก็รสชาติดีแถมราคาถูกอีกด้วย ผู้ชื่นชอบทุเรียนต้องถูกใจเป็นอย่างแน่แท้ สุดท้ายนี้เมืองระนองที่เป็นเมืองรองต้องห้ามพลาดนั้นได้ค่อย ๆ ขยับตัวอวดโฉมให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักกันมากขึ้น การเดินทางก็สะดวกสบายเนื่องจากมีสายการบินให้บริการทุกวัน สำหรับการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคลก็สะดวกสบายไม่แพ้กันสามารถขับมาเรื่อย ๆ แวะพักค้างคืนที่เพชรบุรี หรือหัวหินสักคืนก่อนเดินทางมาถึงก็เป็นอีกทริป หนึ่งที่น่าสนใจอย่างมาก

ฮัลล์สตัทท์ ทอดน่องชมเมืองและเหมืองเกลือ

เมืองที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบที่สวยที่สุดในโลก คงไม่ใช่การให้ค่าเมืองนี้มากเกินไป หากใครได้สัมผัสด้วยตาของตัวเอง เมืองฮัลล์สตัทท์ เมืองคุ้นตาของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก เมืองเล็ก ๆ และเงียบสงบอันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเมือง ที่เมื่อนักท่องเที่ยวเดินลัดเลาะเลียบตามทางเรื่อย ๆ จะค่อย ๆ สงบคำพูดและใช้สายตาเพ่งมองทิวทัศน์ บ้านเรือนมากกว่าเปล่งเสียง เพื่อรับอาหารตาให้ไปสู่ความอิ่มใจ ที่สำคัญเมืองนี้สามารถเที่ยวได้ทุกฤดู แต่ละฤดูก็ทำให้ความสวยงามเปลี่ยนไปตามฤดูนั้น ๆ และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือการเข้าชมเมืองไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการเข้าชมทั้งสิ้น การเดินทางท่องเที่ยวเมืองนี้มักจะใช้เวลาไม่นาน บางคนใช้เวลาเพียงวันเดียว บางครั้งถ้าทำเวลาให้เหมือนเป็นเมืองผ่านจะใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมงก็สามารถเดินจนครบเมืองได้ หากมีเวลาและอยากเก็บภาพประทับใจแนะนำให้เดินไปที่จุดชมวิวบนภูเขาเกลือ (Salzberg) ซึ่งเป็นอีกจุดที่จะทำให้เห็นหมู่บ้านฮัลล์สตัทท์โดยมีเทือกเขาแอลป์เป็นฉากหลัง และภาพของหมู่บ้านสะท้อนในน้ำเหมือนภาพวาดจากศิลปินธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้อย่างลงตัว นักท่องเที่ยวที่มีเวลามักจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าช่วงเวลาที่สวยที่สุดของการอยู่ในเมืองนี้ ได้แก่ ช่วงเช้าที่ได้จิบกาแฟยามเช้าพร้อมกับชมวิวสวยที่ต้องเห็นด้วยตาตนเองไม่ใช่การมองผ่านกล้อง และช่วงกลางคืนที่จุดเทียนจิบไวน์กับบรรยากาศแสนโรแมนติก สิ่งหนึ่งที่เป็นสถานที่สำคัญของเมืองได้แก่ เหมืองเกลือ โดยต้องเดินทางและเปลี่ยนชุดให้เหมือนเป็นคนงานเหมือง เดินตามทางไปเรื่อย ๆ โดยมีการบรรยายประกอบให้เห็นภาพเกลือที่โปร่งแสง วิวัฒนาการของเหมืองเกลือ นอกจากนี้ยังมีสไลด์เดอร์ให้ได้เล่นสนุกอีกด้วย ขากลับทางออกจากถ้ำจะให้นั่งรถรางขนส่งเกลือออกไป นับได้ว่าได้ความรู้เรื่องเหมืองเกลือและได้ความสนุกในการชมพิพิธภัณฑ์ในแต่ละห้องด้วย และอย่าลืมซื้อเกลือเป็นของฝากเวลาให้ผู้รับอีก ทั้งอย่าลืมกล่าวคำแบบไทยที่ว่าจงรักษาความดีให้เหมือนเกลือที่รักษาความเค็มด้วยจะทำให้ของฝากมีคุณค่ามากขึ้น หลังจากเที่ยวชมเหมืองเกลือแล้วหากมีเวลาควรค่าอย่างยิ่งกับการทอดน่องชมเมืองอีกรอบอย่างไม่เร่งรีบ นั่งพักตั้งสติคิดใคร่ครวญชีวิตในโบสถ์กลางเมือง โบสถ์ฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt Lutheran Church) โบสถ์ยอดแหลมแบบโกธิก (Gothic)

อุทัยธานีเมืองหุบเขาและสายน้ำ

หากจะกล่าวถึงจังหวัดเล็ก ๆ แสนอบอุ่น ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวครบทุกบรรยากาศ สามารถเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเช้าแล้วกลับพลบค่ำได้ จังหวัด “อุทัยธานี” เป็นหนึ่งในคำตอบของนักท่องเที่ยวแน่นอน เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้มีชื่อเสียงด้านวัฒนธรรมการตักบาตรเทโว หรือเรียกว่าการตักบาตรเทโวโรหณะ ซึ่งกระทำกันในวันออกพรรษาทุกปีและเป็นหนึ่งในประเพณียิ่งใหญ่ของพุทธศาสนิกชน ณ วัดสังกัสรัตนคีรี วัดเก่าแก่บนยอดเขาสะแกกรัง ซึ่งบนยอดเขาเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์พระพุทธรูปปางมารวิชัย อันเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของเมืองอุทัยธานี ถัดจากยอดเขาสะแกกรังมุ่งลงสู่แม่น้ำสะแกกรัง จะเห็นบ้านเรือนแพริมน้ำทอดตัวยาวแสดงถึงวิถีชุมชนกับสายน้ำ หากสังเกตตัวบ้านเรือนแพจะเห็นหลังคา 2 ทรง คือ ทรงจั่วและทรงปั้นหยา อันเป็นเอกลักษณ์ของบ้านไทยในภาคกลาง บางครั้งจะเห็นบ้านเรือนแพทาสีม่วงโดดเด่นแปลกตา ซึ่งสีม่วงถือได้ว่าเป็นสีมงคลของชาวเมืองอุทัยฯ ปัจจุบันเราสามารถล่องเรือเพื่อชมบ้านเรือนแพได้โดยตลอดวัน เพื่อศึกษาวิถีชีวิตของชุมชน การทำประมง และที่สำคัญการได้ลองชิมปลาแม่น้ำของจังหวัดอุทัยธานี เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรพลาดสำหรับนักท่องเที่ยว สถานที่ยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดอุทัยธานีได้แก่ วัดจันทาราม หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่าวัดท่าซุงนั้นเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต้องเดินทางมานมัสการหลวงพ่อฤาษีลิงดำ พระเถระที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะลูกแก้วสารพัดนึก หรือลูกแก้วมณีรัตนะอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ผู้ที่นิยมชมชอบของขลังต้องหาติดตัว เพื่อบูชาขอในสิ่งที่ตนปรารถนา แล้วต้องเดินทางมาเช่าบูชาที่วัดแห่งนี้ นอกจากนี้ยังมีวิหารแก้ว 100 เมตรที่ประดับแก้วแวววาวภายในสวยงามอย่างยิ่ง รวมถึงปราสาททองคำ หรือปราสาททองกาญจนาภิเษกก็สวยงามควรค่าแก่การมาท่องเที่ยวสักครั้งหนึ่งในชีวิต หลังจากไหว้พระ ล่องเรือ อุทัยธานียังมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่ย้อนยุคไปถึงยุคดึกดำบรรพ์ ได้แก่ “หุบป่าตาด” สถานที่ลึกลับซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา สิ่งที่ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ได้รับความนิยมเพราะหากเราเดินเข้าถ้ำในโพรงมืดจากปากถ้ำเข้าไปเรื่อย

“โอกินาวา” สัมผัสวัฒนธรรมริวกิว ชมถ้ำหินงอกหินย้อย ชิมอาหารทะเลสด

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยการเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นนั้นปลดล็อกการเดินทางท่องเที่ยวในด่านสำคัญคือการไม่ต้องขอวีซ่าเพื่อเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่น ทำให้การเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นจับต้องได้ง่ายกว่าเดิมมาก ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของตน อาหารที่อร่อยและเริ่มคุ้นชินกับคนไทยตามการเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นมาสู่ประเทศไทยมากขึ้น เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และเป็นแหล่งรวมสินค้าเพื่อการช้อปปิ้งที่สนุกแห่งหนึ่งของโลก                 “โอกินาวา” เมืองชายหาดและเป็นประตูทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ที่ตั้งของอาณาจักรริวกิวในอดีต มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย การเดินทางสะดวกหากทำใบขับขี่สากลจากประเทศไทยไปเพื่อเช่ารถขับเองจะสนุกไม่น้อย ขับง่ายเพราะคนญี่ปุ่นรักษากฎจราจรเป็นอย่างดี สำหรับการเดินทางเริ่มจากการชมมรดกโลกของเมืองโอกินาวา อันประกอบไปด้วย ปราสาทต่าง ๆ เช่น ปราสาทชูริ ปราสาทนะคะกุสุคุ ประสาทคะซึเร็น ประสาทซาคามิ และประสาทนาคิจิน                 “ Okinawa Churaumi Aquarium” อควาเรียมที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก เพื่อชมฉลามวาฬยักษ์ที่ว่ายเวียนใน อควาเรียมขนาดใหญ่เสมือนเป็นโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่มีสิ่งมีชีวิตจริงแสดงให้ดู นอกจากนี้ในส่วนต่าง ๆ ยังให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับสิ่งมีชีวิตตัวเป็น ๆ ในโซน Touch Pool ที่ให้สัมผัสได้ทั้งปลาดาว และปลิงทะเล อควาเรียมที่นี่เหมาะอย่างยิ่งที่จะมาเรียนรู้ทรัพยากรทางทะเลที่ทั้งได้ความรู้และสนุกสนานไปด้วย                 “Gyokusendo” ถ้ำหินปูนอายุกว่าสามแสนปี ภาพแรกที่พบคือถ้ำอลังการและสวยงามมาก สามารถเดินเข้าไปได้ง่ายไม่เหนื่อยมาก เนื่องจากมีสะพานเหล็กราบไม่ชันมากตลอดเส้นทาง ระหว่างทางเดินจะพบกับหินงอกหินย้อยประดับไฟตกแต่งสวยงามทั้งตัวหินงอกหินย้อยและลำธารเล็ก ๆ ภายในถ้ำ หลังจากออกนอกถ้ำมีการจำลองวิถีชีวิตของชาวริวกิวให้นักท่องเที่ยวได้ชม มีพิพิธภัณฑ์งูฮาบุซึ่งเป็นงูที่มีพิษร้ายแรงของโอกินาว่า การเดินเที่ยวชมทางสถานที่ได้จัดให้เดินตามเส้นทางได้สะดวก และเก็บบรรยากาศได้อย่างครบถ้วน            

กัวลาลัมเปอร์ เที่ยวเพลินเผลอหลงรัก

“กัวลาลัมเปอร์” เมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย เมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมทำให้วัฒนธรรมต่าง ๆ นั้นพยายามแสดงออกมาเป็นเอกลักษณ์แต่ผสานกันอย่างลงตัว ทั้งอาหารการกิน สถาปัตยกรรม ที่เป็นทั้งแบบดั้งเดิมและแบบฟิวชั่น เกิดเป็นเสน่ห์ใหม่ที่น่าค้นหาและน่าท่องเที่ยว                 การเช่ารถขับในเมืองกัวลาลัมเปอร์สามารถทำได้หากเรามีใบขับขี่สากล เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ขับรถเองได้ง่าย หาที่จอดรถได้ตามจุดต่าง ๆ ที่สำคัญน้ำมันราคาถูกมาก ทำให้ประหยัดค่าเดินทางได้ดี หรือหากใครไม่สะดวกเช่ารถขับก็สามารถเดินทางโดยสารผ่านการขนส่งสาธารณะก็สะดวกที่จะไปยังจุดที่เป็นจุดสำคัญทางการท่องเที่ยวของกัวลาลัมเปอร์ ทั้งรถไฟฟ้าที่ครอบคลุมเส้นทาง รถแท็กซี่ หรือรถประจำทาง                 “ถ้ำบาตู” อยู่ห่างจากนอกเมืองมาอีกนิดสามารถนั่งรถไฟฟ้ามาถึงได้ ถ้ำนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของผู้นับถือศาสนาฮินดู ด้านหน้าถ้ำมีรูปปั้นพระขันธกุมารองค์ใหญ่โดดเด่นเป็นตระหง่าน และนักท่องเที่ยวสามารถออกกำลังกายเพื่อบริหารเส้นเลือดให้หัวใจสูบฉีดได้ด้วยการเดินขึ้นไปเข้าถ้ำด้วยขั้นบันได 272 ขั้น จะพบกับเหล่าองค์เทพต่าง ๆ ที่ชาวฮินดูนับถือ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือบรรดาลิงทั้งหลายที่อาจจะเข้ามาทักทายหยิบจับสิ่งของของท่านไปเล่นได้                 “ปุตราจายา” เมืองใหม่ที่เป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศที่มีทั้งความทันสมัยและความสวยงามของสถาปัตยกรรมของมัสยิดสีชมพูที่โดดเด่นเมื่อเดินผ่านเข้าไปตรงประตูจะต้องตะลึงกับความสวยงามแน่นอน นอกจากนี้ในเมืองนี้ยังมีกิจกรรมกลางแจ้งเช่นการปีนหน้าผาจำลอง ลานเล่นสเก็ตบอร์ด เส้นทางปั่นจักรยานเสือภูเขา หรือการพายเรือคายัค เรือแคนนู หรือเรือถีบ ได้ด้วย และหากใครชื่นชอบธรรมชาติสามารถเดินเล่นชมสวน Taman Botani สวนพฤกษศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย เพื่อศึกษาพืชพันธุ์ต่าง ๆ จากทั่วโลกได้ด้วย ครบทุกกิจกรรมในสถานที่เดียว                 “ตึกเปโตรนัส” หรือคนไทยเรียกติดปากกันว่าตึกแฝด สามารถถ่ายรูปคู่กับตึกนี้ได้ทั้งในเวลากลางวัน และเวลากลางคืนก็สวยงามไม่แพ้กัน เราสามารถใช้เวลาบริเวณตึกนี้ได้ทั้งวันเริ่มจากการถ่ายรูปคู่กับตึกและเข้าไปจับจ่ายใช้สอยของภายในบริเวณห้าง

เมื่อเที่ยวฟิลิปปินส์แล้วจะไม่อยากลามะนิลา

“ฟิลิปปินส์” ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่คนไทยอาจจะไม่คุ้นเคยนัก ด้วยวัฒนธรรม ศาสนาที่แตกต่าง และออกในแนวจะเป็นยุโรปมากกว่าประเทศพุทธหรืออิสลาม เพื่อนบ้านที่คุ้นเคย ผู้คนส่วนใหญ่ในฟิลิปปินส์นับถือศาสนาคริสต์ ดังนั้นเราจะพบโบสถ์เก่าแก่ ตามแบบสถาปัตยกรรมของสเปนซึ่งเป็นประเทศเจ้าอาณานิคมมาอย่างยาวนาน                 “มหาวิหารแห่งมะนิลา” สถานที่แห่งแรกที่อยากให้ไปเยือนเพราะเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนา เราะจะพบนักท่องเที่ยวมากมายรวมถึงชาวคริสต์ของเมืองมะนิลาแวะเวียนกันมาเสมอ นอกจากนี้หากเกิดอาการเมื่อยขาอยากนั่งรถชมเมืองก็มีรถม้าบริการนักท่องเที่ยวให้นั่งชมวิวเมืองสบาย ๆ หรือจะลองนั่งรถที่เป็นสัญลักษณ์ของมะนิลา “รถจิ๊ปนี่” ซึ่งเป็นรถประจำทางที่ตกแต่งสีสันสดใสในสไตล์แตกต่างกัน ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการนั่งรถชมรอบเมือง                 “นาขั้นบันไดบานาเว” เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ควรไปชมอย่างมาก บางคนอาจจะเห็นว่านาขั้นบันไดที่ซาปา ประเทศเวียดนามก็มีไม่ต้องบินไปไกลถึงฟิลิปปินส์ อยากให้ลองคิดทบทวนดูใหม่ เพราะนาขั้นบันไดที่นี่ได้รับการยอมรับจากองค์การยูเนสโกยกย่องให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคใหม่ลำดับที่ 8 ของโลก นาขั้นบันไดบานาเวเป็นร่องรอยทางวัฒนธรรมชนเผ่า Ifugao เมื่อสองพันปีก่อน เป็นวิธีการทำเกษตรกรรมที่ฉลาดมากสำหรับในยุคนั้นซึ่งปัจจุบันชาวนาท้องถิ่นยังคงทำนาข้าวในขั้นบันไดนี้กันอยู่ และหากใครอยากสัมผัสวัฒนธรรมพื้นเมืองสามารถนอนพักรีสอร์ทที่นาขั้นบันไดนี้ได้ด้วย และอยากให้ลองชิมซอสที่ทำจากกล้วยที่นำมาใช้แทนซอสมะเขือเทศที่เราทานกันรสชาติแปลกใหม่แต่ไปในทางที่ดี                 “Pagsanjan fall” น้ำตกแห่งนี้อยู่ห่างจากกรุงมะนิลาประมาณ 90 กิโลเมตร การเดินทางเข้าไปน้ำตกต้องไปทางเรือโดยคนพายเรือจะค่อย ๆ พายเรือไปในแม่น้ำเมื่อถึงเกาะแก่งต่าง ๆ ที่น้ำตื้นเขินคนพายเรือจะทั้งดันทั้งลากรวมถึงแบกเรือที่ให้เรานั่ง เพื่อไปสู่จุดหมายคือน้ำตก เป็นการท่องเที่ยวที่ได้รับประสบการณ์ใหม่มากเพราะเราจะไม่ทันตั้งตัว คนพายเรือก็แบกเราให้ข้ามหินก้อนนี้ไปยังก้อนนั้นเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร นับได้ว่าต้องมีความแข็งแรงและคุ้นชินเส้นทางเป็นอย่างดี หลังจากนั้นคนเรือจะรอเราและให้เราเดินเข้าไปยังน้ำตกซึ่งน้ำไหลแรงมากและจะมีแพให้เราฝ่ากระแสน้ำที่ไหลลงมาจากหน้าถ้ำเพื่อเข้าไปภายในถ้ำ สิ่งที่ตื่นเต้นคือเมื่อแพอยู่ตรงกลางน้ำตกที่ไหลเทลงมาตัวของเราจะจมลงไปในน้ำครึ่งตัวก่อนที่จะโผล่ขึ้นมาอีกทีเมื่อเราเข้ามาอยู่ภายในถ้ำแล้ว การเดินทางครั้งนี้ถือว่าได้รับประสบการณ์แปลกใหม่ของการท่องเที่ยวต่างแดน           เมื่ออ่านมาถึงย่อหน้าสุดท้ายแล้วคงจะคิดเหมือนกันว่า กรุงมะนิลา

“อิโปห์ (IPOH)” ศิลปะข้างถนนที่ต้องค้นหา

การเดินทางครั้งใหม่เกิดขึ้นได้เสมอเพียงลบคำว่า “ไม่มีเวลา” ออกไปจากพจนานุกรมส่วนตัว การได้เจอเพื่อนใหม่ การได้รับไมตรีจากคนแปลกหน้าเวลาหลงทางและขอความช่วยเหลือโดยการถามทางเป็นเรื่องที่น่าสนุกไม่น้อย อยู่ที่มุมมองของแต่ละคน เฉกเช่นงานศิลปะ บางคนมองว่าสวย บางคนมองต่างออกไป ทั้งศิลปะขึ้นห้าง หรือศิลปะขึ้นหิ้ง ไม่เว้นแม้แต่ศิลปะข้างถนนตามกำแพงบ้านเรือน ตามตัวตึกรามบ้านช่อง ซอกซอยที่กำลังเป็นที่นิยมกันไม่น้อยในหมู่ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยเรา                 “อิโปห์” เมืองเล็ก ๆ ของประเทศมาเลเซีย ขนาดเล็กแต่อบอุ่น ตั้งอยู่ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์เพียง 200 กิโลเมตร สามารถเดินทางด้วยรถไฟประมาณ 2 ชั่วโมง หรือเช่ารถขับก็ใช้เวลาไม่นาน ระหว่างทางอาจแวะเที่ยวเก็นติ้งไฮแลนด์ (Genting Highland) นอนพักท่ามกลางอากาศเย็นตื่นมาพร้อมกับสัมผัสสายหมอกในห้องนอน แล้วค่อยออกเดินทางต่อไปยังเมืองอิโปห์ก็ไม่ติดขัดอะไร หรือจะแวะออกนอกเส้นทางไปอีกหน่อยเพื่อแวะชิมชาที่ คาเมรอนไฮแลนด์ (Cameron Highland) ก็เป็นอีกเส้นทางการท่องเที่ยวหนึ่งที่น่าสนใจ                 “อิโปห์ (IPOH)” ศิลปะข้างถนนที่ต้องค้นหา ตามชื่อนั้นเป็นเรื่องจริงที่ตัวงานศิลปะตามถนนนั้นจะหลบซ่อนให้นักท่องเที่ยวต้องค้นหาจะด้วยการเดินหรือการขับรถไปตามจุดต่าง ๆ เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น บางคนหาตามเส้นทางใน google map ไม่เจอไม่ต้องกลัวเพียงยื่นรูปให้ชาวเมืองอิโปห์ดูเจ้าบ้านก็พร้อมใจจะให้คำตอบหรือไม่ก็พาเดินไปยังภาพเหล่านั้นได้ สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดนอกจากชมศิลปะตามตึกแล้วลองแวะชิมกาแฟที่เป็นสาขาต้นกำเนิดของกาแฟร้าน “Old Town White Coffee” กาแฟสัญชาติมาเลเซียอันโด่งดัง