ไหว้พระ ขอพร นอนพักที่ลำพูน 1 คืน ทำให้อายุยืนอีก 1 ปี

ถ้าได้มานอนพักที่เมืองลำพูน 1 คืน จะทำให้เราอายุยืนขึ้นอีก 1 ปี แล้วมีเหตุผลอะไรหนอ ที่จะทำให้คำกล่าวนี้เป็นความจริง ขอเกริ่นก่อนว่าเมืองลำพูนนั้นเป็นเมืองที่เล็กที่สุดของภาคเหนือ ขนาดพื้นที่จังหวัดประมาณ 4,506 ตร.กม. เท่านั้น ลำพูนจึงเปรียบเสมือนเมืองรองที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจมาก่อน จนกระทั่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้สนับสนุนให้มีการเที่ยวเมืองรองในประเทศไทยมากขึ้น ลำพูนชูจุดเด่นที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม วิถีชีวิตแบบ Slow Life ของคนลำพูน ทำให้คนอยากมาท่องเที่ยวและรู้จักเมืองลำพูนมากขึ้น

ลำพูน หรือ นครหริภุญไชย เมืองโบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเก่าแก่ที่สุดของดินแดนล้านนา

จังหวัดลำพูน เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นมาราวปี พ.ศ. 1200 โดยฤาษีวาสุเทพ และได้อัญเชิญพระนางจามเทวีซึ่งเป็นพระธิดาแห่งเมืองละโว้มาปกครองนครหริภุญไชยเป็นพระองค์แรก และได้มีเจ้าผู้ครองนครหริภุญไชยปกครองสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2475 มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงได้เปลี่ยนมาเป็นจังหวัดลำพูนจนถึงปัจจุบัน ลำพูนจึงมีโบราณสถาน ที่สำคัญเก่าแก่หลายแห่ง ซึ่งยืนยันถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดี และอธิบายอดีตความเป็นมาของเมืองลำพูนได้เป็นอย่างดี โดยขอนำเสนอสถานที่สำคัญที่ใครมาเที่ยวลำพูนแล้ว ท่านจะต้องแวะมาสักการะและขอพรสักครั้งหนึ่ง

วัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร หรือ “วัดหลวง” ตามที่ชาวลำพูน ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองลำพูนมายาวนาน และยังเป็นหนึ่งใน “จอมเจดีย์แห่งสยาม” ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลำพูน มีถนนล้อมรอบ 4 ทิศ มีองค์พระธาตุซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปี ระกา ภายในพระบรมธาตุหริภุญไชยบรรจุพระเกศบรมธาตุ บรรจุในโกศทองคำ ประดิษฐานในพระเจดีย์ และทุก ๆ ปี จะมีประเพณีสรงน้ำพระธาตุหริภุญไชย หรือประเพณี “แปดเป็ง” ที่หมายถึงคืนวันเพ็ญในเดือนแปด นับตามปฏิทินจันทรคติแบบล้านนา ซึ่งตรงกับเดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นพิธีที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ถึง 7 วัน 7 คืน ผู้คนที่มีศรัทธาทั้งคนท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียงต่างหลั่งไหลมาที่นี่เพื่อร่วมงานประเพณี ส่วนความสวยงามขององค์พระธาตุ ฯ นั้น คงไม่สามารถบรรยายออกมาได้ทั้งหมดว่างดงาม วิจิตรตระการตามากเพียงใด ทุกท่านจะต้องมาสัมผัสด้วยตัวของท่านเอง

อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี สถานที่แห่งอนุสรณ์แด่พระนางจามเทวี องค์ปฐมกษัตริย์แห่งนครหริภุญไชย ในประวัติของพระนางจามเทวี บางตอนกล่าวไว้ว่า พระนางจามเทวีได้นำขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ของละโว้เข้ามาเผยแพร่และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ในยุคนั้นพสกนิกรต่างมีใจศรัทธาช่วยกันสร้างวัดขึ้นมาถึง 2,000 แห่ง นครหริภุญไชยนั้นจึงมีความเจริญทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงประมาณต้นเดือนธันวาคมของทุกปี ทางจังหวัดจะจัดงานเพื่อสักการะพระนางจามเทวี โดยจัดเป็นขบวนแห่ทางประวัติศาสตร์ มีขบวนเครื่องราชสักการะแบบล้านนาอย่างสวยงาม อีกทั้งยังเป็นช่วงต้นฤดูหนาว อากาศที่นี่จะเย็นลงซึ่งเหมาะแก่การมาท่องเที่ยวและยังได้ชมขบวนแห่ที่สวยงามอีกด้วย

วัดจามเทวี หรืออีกชื่อคือ วัดกู่กุด อีกหนึ่งวัดที่มีความเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดี เชื่อว่าพระราชโอรสของพระนางจามเทวี โปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้นเพื่อถวายพระเพลิง ภายในวัดมีเจดีย์เหลี่ยมยอดหุ้มด้วยทอง เรียกว่าสุวรรณจังโกฏิ หรือ พระเจดีย์จามเทวี สร้างตามแบบพุทธคยาในประเทศอินเดีย ภายในบรรจุอัฐิของพระนางจามพระเทวี แต่ต่อมายอดพระเจดีย์ได้หักและหายไป ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ชาวบ้านจึงเรียกว่า กู่กุดพระเจดีย์ ภายในวัดจามเทวี ยังมีเจดีย์แปดเหลี่ยม ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปแปดเหลี่ยมซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไปอย่างสวยงาม ที่นี่ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญมาก ๆ อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดลำพูนและของประเทศไทย

กู่ช้าง กู่ม้า เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนลำพูนให้ความเคารพนับถือมากอีกแห่งหนึ่ง เพราะเป็นสุสานของช้างศึก และม้าศึก คู่บารมีของพระนางจามเทวี โดยเฉพาะ กู่ช้าง สร้างขึ้นเพื่อบรรจุซากพระยาช้างที่เรียกว่า “ปู่ก่ำงาเขียว” หมายถึงช้างสีคล้ำ งาสีเขียว ปู่ก่ำงาเขียวนั้นยามเมื่อออกศึกสงครามตามตำนานเล่าว่าแค่ช้างหันหน้าไปทางศัตรู ก็ทำให้ศัตรูอ่อนแรงลงได้ ด้วยเหตุผลที่ปู่ก่ำงาเขียวเป็นช้างที่มีอิทธิฤทธิ์วิเศษ พระนางจามเทวีจึงโปรดให้สร้างเจดีย์ทรงสูงเพื่อครอบไว้ให้ปลายงาช้างชี้ขึ้นฟ้า จากฐานเจดีย์จึงเป็นฐานกลม ก่อด้วยอิฐสูงประมาณ 30 เมตร หากใครต้องการสมหวังในเรื่องใด ก็มักจะมาขอพรกันที่นี่ โดยในสมัยก่อนนั้น มีเคล็ดลับว่า ให้ผู้มาขอเก็บหินหรือก้อนอิฐเล็ก ๆ บริเวณฐานกู่ช้างเพื่อนำติดตัวไป และหากสมหวังได้ดังใจตามที่ขอพรแล้ว จะต้องนำหินนั้นกลับมาคืนไว้ตามเดิม หากใครไม่นำมาคืนก็อาจจะเกิดโชคร้ายไปตลอด ส่วนใหญ่แล้วชาวลำพูนมักจะให้ลูกหลานที่กำลังจะเดินทางไปสอบ เช่น สอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือสมัครงาน หรือต้องเดินทางทำภาระกิจสำคัญ มาขอพรที่นี่กันอยู่เสมอ ส่วนกู่ม้า ตั้งอยู่ด้านหลังกู่ช้าง เชื่อว่าเป็นที่บรรจุซากม้าทรงของพระราชโอรสของพระนางจามเทวี เป็นที่ที่ชาวลำพูนให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมากเช่นกัน

สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของเมืองลำพูนนั้น ยังมีอยู่อีกหลายแห่ง ที่มีความเก่าแก่และมีความสำคัญไม่แพ้กัน ลำพูนยังมีวิถีชีวิตของชุมชนที่มีความเป็นอยู่เรียบง่าย เมืองยังมีความเงียบสงบ ผู้คนน่ารัก อัธยาศัยดี ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะเห็นแต่รอยยิ้ม และมิตรไมตรีของผู้คนที่นี่ และนี่คงเป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่านอนพักที่ลำพูน เพียง 1 คืน จะทำให้อายุยืนอีก 1 ปี เปรียบเทียบแล้วน่าจะหมายถึงการเราได้มาท่องเที่ยวในเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีศิลปะ วัฒนธรรมที่สวยงาม และได้ใช้เวลาดื่มด่ำกับความงามทั้งหมดนี้ ก็จะส่งผลให้จิตใจเราได้เติมเต็ม อิ่มเอมใจ พูดง่าย ๆ ว่าเกิดเป็นความสุขจากข้างใน และเมื่อมีความสุขจึงทำให้เรามีสุขภาพจิตดี อายุยืนขึ้นนั่นเอง

เที่ยวเกาหลี แบบวิถีสายเปย์ จ้างโอปป้าแล้วจะไปเที่ยวไหนก็ได้

โตแล้ว จะไปเที่ยวไหนก็ได้ จริงไหม แต่จะไปไหนก็ต้องใช้เงิน โดยเฉพาะการไปเที่ยวต่างประเทศในปัจจุบันที่การเดินทางไม่ได้ยุ่งยาก แถมยังมีข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตมากมายให้ประกอบการตัดสินใจวางแผนก่อนเดินทางอีกต่างหาก และหนึ่งในประเทศที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คงไม่พ้นประเทศเกาหลีใต้ เพราะอิทธิพลจากซี่รี่ส์เกาหลี นักแสดง และนักร้องบอยแบนด์ เกิร์ลกรุ๊ปทั้งหลาย ต่างดึงดูดให้นักท่องเที่ยวอยากไปเกาหลี และตอนนี้ยังมีธุรกิจใหม่ที่ผุดขึ้นมาเอาใจสายเกาหลี โดยเฉพาะกับสาว ๆ  ธุรกิจจ้างโอปป้าพาเที่ยวจึงเกิดขึ้นมา สาว ๆ ที่ยังโสดและอยากไปเที่ยวเกาหลีคนเดียว การจ้างโอปป้าให้เป็นเพื่อนเที่ยวจึงเป็นวิธีที่ไม่ควรมองข้าม และสาว ๆ จะไม่เหงาอีกต่อไป 

จ้างโอปป้า ให้พาเที่ยว ต้องทำอย่างไร และควรจ้างแบบไหน

สำหรับสาว ๆ ที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว อาจจะต้องมีความระมัดระวังตัวเองและคำนึงถึงความปลอดภัยมากเป็นอันดับแรกอยู่แล้ว และการพูดคุยกับคนแปลกหน้าในต่างแดนฟังดูจะเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำ แต่ถ้าเราลองมองในมุมอื่น ว่าการได้ลองทำอะไรที่แตกต่างจากเดิมดูบ้าง ก็อาจจะเป็นสีสันใหม่ที่น่าจดจำสำหรับการเดินทางของเราก็ได้

บริษัทที่ผุดแนวคิดให้จ้างโอปป้าพาเที่ยวนี้ขึ้นมา เป็นบริษัทในเกาหลีที่คล้ายกับการบริการหาไกด์นำเที่ยวส่วนตัวให้เรา  แต่เราสามารถเป็นคนเลือกไกด์ที่ถูกใจได้ด้วยตัวเอง โดยคอนเซ็ปต์คือการใช้คำว่า โอปป้า มาเป็นจุดขาย เพื่อสร้างความแตกต่างขึ้นมา โดยเจาะกลุ่มสาว ๆ ที่ชื่นชอบความเป็นเกาหลี และได้ความรู้สึกว่าเราได้มีเพื่อนชาวเกาหลีมาเที่ยวเป็นเพื่อนนั่นเอง โดยจะขออธิบายคำว่า โอปป้า ซึ่งแปลว่า พี่ชาย ใช้สำหรับน้องสาวเรียกพี่ชาย หรือผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่าเรียกผู้ชายที่มีอายุมากกว่า และความหมายอีกนัยหนึ่ง คำว่าโอปป้า เป็นคำที่แฟนสาวชาวเกาหลีใช้เรียกแฟนหนุ่มของตัวเองได้ จึงเหมือนตีความออกมาได้สองความหมายแล้วแต่สถานะ

วิธีการเข้าไปเลือกโอปป้าก็แสนจะง่าย เราสามารถเข้าไปในเว็บไซต์ที่ให้บริการ โดยทำการสมัครสมาชิกก่อนให้เรียบร้อย ในนั้นจะมีรูปถ่าย รายชื่อของโอปป้าและประวัติให้เราดูก่อน โดยแต่ละคนจะมีประวัติส่วนตัวคร่าวๆ ภาษาที่สามารถสื่อสารได้ งานอดิเรก ส่วนสถานที่ต่าง ๆ สำหรับการนัดเจอกัน เช่น เราต้องการไปเที่ยว อิแทวอน สามารถนัดเจอได้ ตรงสถานีอิแทวอน ทางออกหมายเลข 1  ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 70 USD หรือประมาณ 2,240 บาท โดยยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นที่สาว ๆ จะต้องเป็นคนจ่ายเอง มีเวลากำหนดการจ้างที่แน่นอน คือ 2 ชั่วโมง 30 นาที หรือเราอยากไปที่อื่นนอกเหนือจากนี้ ก็ไม่มีปัญหา รวมทั้งถ้าอยากจ้างนานกว่าเวลาที่กำหนด ก็ย่อมได้ เป็นสายเปย์ทั้งที มีเงินก็จ้างไปได้เลย แต่ไม่ว่าจะจ้างโอปป้าคนไหน หรือจะไปไหน ก็จะต้องทำการจองก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วัน

ถ้าสาว ๆ คนไหนไม่สะดวกใจที่จะไปเที่ยวกับโอปป้า เค้าก็มีบริการ Unnie Service หรือ ออนนี่ ที่แปลว่า พี่สาว ให้เลือกพาเที่ยวด้วยเช่นกัน ซึ่งมีข้อจำกัดว่าต้องเป็นเฉพาะสาว ๆ เท่านั้นถึงจะใช้บริการออนนี่พาเที่ยวได้ เพราะฉะนั้นหนุ่ม ๆ อดไปตามระเบียบ

จะเห็นว่าการใช้บริการหาเพื่อนที่เป็นคนท้องถิ่นพาเราเที่ยวก็น่าสนใจดีเหมือนกันใช่ไหม ข้อดีแรกก็คือเรามั่นใจได้ว่านี่คืองานของเขา คนที่เราเลือกก็ย่อมผ่านการคัดกรองจากบริษัทมาอย่างดีแล้ว มีตัวตนที่น่าเชื่อถือได้ ข้อดีต่อมาคือเราอาจจะได้ความรู้และได้เดินทางไปยังสถานที่แปลกใหม่โดยมีเจ้าถิ่นที่เชี่ยวชาญพื้นที่พาไป และเผลอ ๆ เราก็อาจจะได้เพื่อนเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง เป็นโบนัส เป็นการได้แลกเปลี่ยนทัศนคติและประสบการณ์ของกันและกัน เป็นอีกหนึ่งสีสันของการเดินทางท่องเที่ยวที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร แค่เราเปิดใจยอมรับและมองหาข้อดีที่เราได้รับเท่านั้นเอง

Icheon เมืองแห่งศิลปะ และตำนานเครื่องปั้นดินเผาโบราณแห่งเกาหลี

เมือง Icheon หรืออ่านว่า “อิชอน” เป็นเมืองที่คนชอบงานเครื่องปั้นดินเผา เซรามิค ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง เพราะ เมืองอิชอนขึ้นชื่อเรื่องเครื่องปั้นดินเผาโบราณ ที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคของราชวงศ์โชซอนแห่งเกาหลี ที่เหล่าช่างปั้นดินเผาฝีมือดีต่างแข่งขันกันส่งงานปั้นที่ดีที่สุดเข้าวังหลวงกันเลยทีเดียว

เหตุผลที่คุณควรมาเยือนเมืองอิชอนสักครั้ง นอกจากเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องงานปั้นดินเผาแบบดั้งเดิมของเกาหลี ยังรวมงานฝีมือ และศิลปะด้านอื่น ๆ ไว้ทั่วทั้งเมือง ที่นี่การันตีด้วยองค์การ UNESCO หรือองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ จากการเข้าร่วมเครือข่ายของ UNESCO’s Creative Cities Network เป็นเมืองแรก และยังได้เป็นเจ้าภาพจัดงานประกวดงานปั้นเซรามิคในหลาย ๆ งาน จนถูกยกให้เป็นเมืองประธานแห่งแผนกหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านในปี 2018

Yes Park สวนแห่งพรสวรรค์ และความภาคภูมิใจในศิลปะ

“Ye” ซึ่งแปลว่า “ทักษะ” หรือ “พรสวรรค์” Ye’s Park จึงถูกสร้างขึ้นมา เปรียบเสมือนแกลเลอรีขนาดใหญ่มหึมาของเมืองอิชอน เป็นหมู่บ้านที่มีเวิร์กชอปสำหรับงานหัตถกรรมถึงสองร้อยกว่าแห่ง อาจจะมีเดินหลงเมืองกันบ้างล่ะ ที่นี่มีแกลเลอรีงานเซรามิค งานไม้ เฟอร์นิเจอร์แบบวินเทจ ภาพวาด ประติมากรรม ฯลฯ เอาเป็นว่ารวมแหล่งงานศิลปะไว้เกือบทั้งหมด สายอาร์ตที่หลงใหลในศิลปะ ต้องการมาที่ Ye’s Park ควรวางแผนจัดเวลาไว้ให้ดี เพราะการจัดเวิร์กชอปของที่นี่มีโปรแกรมที่น่าสนใจมากมายให้คุณมาฝึกสร้างสรรค์ผลงานกับศิลปินท้องถิ่นตัวจริงเสียงจริงที่มีฝีมือขั้นเทพ

สำหรับผู้ที่อยากดื่มด่ำกับงานศิลปะให้จุใจ แกลเลอรีหรือเวิร์กชอปบางแห่งมีห้องรับรองสำหรับแขกผู้มาเยือนด้วย ภายใต้แนวคิด “Artstay” เก๋ไปอีกไหมล่ะ เพราะที่นี่ไม่ได้เป็นแค่สถานที่ทำงานแต่เป็นบ้านของศิลปินอีกด้วย คุณจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ได้สัมผัสวิธีการทำงาน และวิถีชีวิตของศิลปินท้องถิ่นแห่งเมืองอิชอน ซึ่งหาได้ยากและเป็นเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใครจริง ๆ

ในเมื่อเมืองอิชอนถูกแต่งตั้งให้เป็นท่านประธานแห่งงานศิลปะหัตถกรรมแล้ว ก็ต้องจัดเต็มให้สมศักดิ์ศรี เพราะที่นี่ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเทศกาลต่าง ๆ อีกมากมาย Ye’s Park ยังมีชื่อของสวนสาธารณะที่แบ่งออกเป็นสวนต่าง ๆ ตามธีมงาน เช่น Gama Village, Hoerang Village, Café Street และสวนอื่น ๆ โดยแต่ละส่วนมีตลาดนัดและงานเทศกาลที่มีความสนุกและมีชีวิตชีวามากทีเดียว ยังไม่พอ สถานที่นี้ยังมีการจัดงาน National Acoustic Guitar Festival สำหรับคนชอบดนตรีขึ้นในเดือนมิถุนายน และงานเทศกาลฤดูร้อนของเกาหลีในเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม มีสถานที่ตั้งแคมป์สำหรับครอบครัว จัดเต็มกันขนาดนี้ สายเที่ยวจะพลาดได้ไง

มีของแถมส่งท้ายสำหรับคนที่ชอบหิมะและกีฬาแอดเวนเจอร์ เมืองอิชอนยังมีรีสอร์ทที่ให้คุณได้มาลองเล่นสกี นั่นคือ Jisan Resort Forest ซึ่งเปิดในช่วงหน้าหนาวหรือตั้งแต่เดือนธันวาคม ราคาค่าเล่นสกีนั้นก็แสนจะถูก ไม่เกิน 30,000 วอน เล่นได้ทั้งวัน มีรถบัสของทางรีสอร์ทรับ – ส่ง ฟรีจากโซลมายัง Jisan และเมืองใกล้เคียง ขอบอกอีกนิดว่าการเดินทางจากโซลมายังเมืองอิชอน ยังสามารถนั่งรถบัสจากสนามบินอินชอนได้เลยโดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงนิด ๆ แต่ไม่ฟรี แต่มาเที่ยวทั้งทีได้ครบ ทั้งความรู้ งานศิลปะ วัฒนธรรมพื้นเมือง แถมได้เล่นสกี สัมผัสหิมะแบบ ฟิน ๆ กันไปเลย ใครที่มองหาตัวเลือกไว้ท่องเที่ยวที่ไม่ไกลจากโซล อย่าลืมเก็บเมือง อิชอน ไว้ในทริปครั้งหน้าของคุณกันด้วยล่ะ

ทริปนี้เน้นกิน เช็คอินให้โลกรู้ กับ 8 คาเฟ่ ร้านดังในกรุงโซล

ถ้าจะพูดถึงเมืองท่องเที่ยวสุดชิค โดนใจวัยรุ่นสายชิล ก็ต้องยกให้กรุงโซล ประเทศเกาหลีมาเป็นอันดับต้น ๆ กรุงโซลเป็นเมืองใหญ่และมีสถานที่สวยเก๋ น่าไปถ่ายรูปอยู่เต็มไปหมด อย่างร้านคาเฟ่และขนมที่เอาใจสายหวาน หรือคนชอบกินขนม จะต้องตามไปเก็บร้านให้ครบ บางคนถึงกับต้องกลับไปเที่ยวอีกหลายรอบ เพราะคาเฟ่น่ารักมีอยู่เต็มไปหมด แต่ละร้านก็พยายามสร้างสรรค์เมนูแปลกใหม่ ดีไซน์ร้านออกมาเพื่อแสดงเอกลักษณ์ของตัวเองกันอย่างเต็มที่ เหล่าฮิปสเตอร์ สายชิค สายคาเฟ่ฮอปปิ้ง ไม่น่าจะอดใจไหว ทริปนี้เน้นกินของหวาน มาถ่ายรูป เช็คอินให้โลกรู้ กับ 8 คาเฟ่ร้านดังในกรุงโซล

1.ZAPANGI อ่านว่า ซาพันกี ร้านที่มีแต่ความน่ารักเต็มไปหมด สีพาสเทลมุ้งมิ้งสดใส ความเก๋คือตั้งแต่ประตูทางเข้าที่ออกแบบเหมือนตู้กดน้ำสีชมพู ขนมเค้กที่นี่เน้นสีสันน่ารัก เสิร์ฟมาในกระป๋อง เครื่องดื่มตกแต่งวิปครีมสีรุ้ง เอาใจสายหวานฟรุ้งฟริ้งกันสุด ๆ

พิกัด : Mangwon-dong,Mapo-go Station ทางออก 2

2.Pink Pool Cafe ความหวานยังไม่หมดเท่านี้ มาเสิร์ฟต่อกับร้านที่สอง คาเฟ่ที่ให้อารมณ์เหมือนนั่งทานขนมอยู่ข้างสระว่ายน้ำแบบชิล ๆ เมนูเด็ดของร้าน คือสายไหมสีพาสเทลฟูฟ่องที่เสิร์ฟมาในแก้วเครื่องดื่มแบบแชมเปญ

พิกัด : Stylenanda Myeongdong, ชั้น 5-6

3.Paulin Pancake Coffee เอาใจคนรักแพนเค้กเด้งดึ๋ง นุ่ม ๆ สไตล์ Souffle เมนูต้องลอง คือ Earl Grey Souffle Pancake โรยด้วยถั่วและแอปเปิลคาราเมล

พิกัด : Hongik University ทางออก 9

4.Cafe Onion ถ้าอยากได้ฟีลหมู่บ้านโบราณของเกาหลีให้มาที่นี่ ตั้งอยู่ที่อินซาดง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระราชวังคย็องบกกุง (Gyeongbokgung Palace) อันเก่าแก่ ที่คนนิยมมาเที่ยว เดินชมวังเสร็จจะมานั่งพักทานขนมปังแบบต่าง ๆ ที่เป็น Signature ของทางร้าน พร้อมจิบชา น่าจะให้ความรู้สึกดีมากเชียวล่ะ

พิกัด : สถานี Anguk ทางออก 2-3

5.Cafe Skon คาเฟ่สไตล์โมเดิร์น โทนขาวสบายตา แต่มีสีสันของการตกแต่งร้านแบบสนุก ๆ ขนมเด็ดของร้านคือ Lemon Cake และคุ้กกี้ ทานคู่กับเครื่องดื่มหลากหลายเมนูของร้าน

พิกัด : สถานี Hongik University ทางออก 3

6.C.Through Café สายคาเฟ่ตัวจริงที่หลงงานศิลปะบนถ้วยกาแฟต้องกรี๊ด เครื่องดื่มที่เป็น Signature คือ Creamart เป็นกาแฟลาเต้ที่บาริสต้าจะมีลูกเล่นวาดลวดลายน่ารัก ๆ ลงไป กาแฟงานดีแล้ว แต่บาริสต้างานดีมาก สายโอปป้าอย่าได้พลาด แต่ถ้าไม่ดื่มกาแฟจะเปลี่ยนเป็นนมวานิลลาแทนก็ได้ เมนูเด่นอีกตัวคือ Caramelting เป็นคัสตาร์สชูครีมวางบนกาแฟร้อน วิธีกินจะต้องหั่นชูครีมเป็นชิ้นแล้วจุ่มลงไปในกาแฟทานทีละคำ

พิกัด :403-3, Itaewon-dong, Yongsan-gu

7.Florte Flower Café คาเฟ่สุดหวานหวานท่ามกลางสวนดอกไม้ การตกแต่งด้วยสไตล์บ้านสวนวินเทจกลางกรุงโซล มีความสวยหวานไปทุกมุม สำหรับสาว ๆ ที่ชอบดอกไม้ คุณจะพบแต่ความฟรุ้งฟริ้ง ทั้งขนมอร่อยที่เสิร์ฟมาพร้อมดอกไม้เข้าธีมร้านเลยทีเดียว

พิกัด : Hongik University station ทางออก 6

8.Mangwondong Tiramisu คนรักขนมหวานทีรามิสุ จะต้องฟินกันสุด ๆ เพราะร้านนี้ขึ้นชื่อมาก ทีรามิสุเนื้อเนียนนุ่มมาก แถมยังมีหลายรสชาติ เช่น ทีรามิสุชาเขียว บลูเบอร์รี่ สตอร์เบอร์รี่ บรรยายมาขนาดนี้ สายทีรามิสุจะต้านไหวหรอ

พิกัด : สถานี Hongik University ทางออก 3

เสิร์ฟคาเฟ่ทั้ง 8 ร้าน มาให้แบบเน้น ๆ เอาใจสายหวานและสายฮิปสเตอร์กันขนาดนี้ ต้องห้ามพลาด ครั้งหน้าใครไปเที่ยวโซล อย่าลืมไปกินขนม ถ่ายรูปฟิน ๆ เช็คอินให้ครบจุใจไปเลย

เที่ยวไปทั่วโลกได้เพลิน ๆ เมินเจ็ทแลค แจก 7 เทคนิคง่าย ๆ ไม่ต้องเมาเวลา

สายเที่ยวจะรู้ดีว่าเมื่อต้องเดินทางข้าม Time Zone หรือเขตเวลาที่ต่างกันมาก ๆ เช่น ต้องเดินทางข้ามทวีปไปยุโรป สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เลยคืออาการเจ็ทแลค (Jet Lag) เป็นอาการเมาเวลาที่ทรมานต่อร่างกายสุด ๆ เพราะไม่สามารถปรับเวลานอนได้แบบกะทันหัน ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย กลางวันตื่น กลางคืนนอนไม่หลับ วันนี้เรามีเทคนิคง่าย ๆ มาฝาก สำหรับคนที่ไม่ชอบอาการเจ็ทแลค เมื่อต้องเดินทางด้วยเครื่องบิน เพื่อท่องเที่ยวไกล ๆ มาเตรียมตัวไว้ก่อนไปเที่ยว

ไปเที่ยวให้เพลิน เมินอาการเจ็ทแลค กับ 7 วิธี เตรียมตัวเนิ่น ๆ ก่อนเดินทาง

1.ปรับเวลานอนตั้งแต่ก่อนเดินทาง วิธีนี้เป็นการปรับเวลานอนของเราเอง ให้ตรงกับเวลาท้องถิ่นที่เราต้องการไปล่วงหน้า เราอาจจะค่อย ๆ เลื่อนเวลานอนของเราเร็วขึ้นทีละน้อยวันละ 1-2 ชั่วโมง จนทำให้ร่างกายชินกับเวลานอนใหม่ แต่สำหรับคนที่ยังมีภารกิจประจำวัน ไม่สามารถปรับเวลาก่อนเดินทางได้เยอะ ก็ไม่ต้องกังวล แค่ทำให้ใกล้เคียงมากที่สุดก็พอแล้ว

2.เลือกเวลาบินให้เหมาะสม นักเดินทางไม่มีใครไม่รู้จัก Red-eye Flight แปลง่าย ๆ คือไฟลท์ตาแดง คือเลือกเดินทางกับเที่ยวบินตอนดึก ๆ เพื่อไปถึงที่หมายในตอนเช้า ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นเที่ยวบินที่ทรมาน แต่ข้อดีของมันคือถ้าเราเป็นคนที่นอนหลับง่าย การนอนพักผ่อนบนเครื่องให้เต็มอิ่มก่อนถึงที่หมายปลายทาง จึงเป็นตัวเลือกแก้ปัญหาอาการเจ็ทแลคได้อีกวิธีหนึ่ง

3.เตรียมอุปกรณ์การนอนให้พร้อมก่อนเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นหมอน ผ้าปิดตา ที่อุดหู หรือแม้แต่ตุ๊กตาที่คุณนอนกอดประจำ หากไม่ลำบากหิ้วมากจนเกินไป รวมทั้งเสื้อผ้าที่สวมใส่ควรใส่สบายและเหมาะสม สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เรานอนหลับสบายมากขึ้นเวลาอยู่บนเครื่องบิน

4.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ก่อนเดินทาง ไม่ว่าคุณจะเลือกเดินทางในช่วงเวลากลางวันหรือกลางคืน ถ้าเลี่ยงได้ คุณควรเลี่ยง เพื่องดการกระตุ้นการทำงานของร่างกายไม่ให้มีความตื่นตัวหรือทำงานผิดไปจากปกติ

5.ดื่มน้ำให้เพียงพอ วิธีนี้ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการเดินทาง สำคัญมากพอ ๆ กับการพักผ่อน ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ ถ้าตามสูตรคือประมาณ 8 แก้วต่อวัน น้ำจะช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลได้เร็วมากขึ้นจากอาการเจ็ทแลค อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำเด็ดขาด

6.ออกกำลังกายและออกไปเดินรับแสงแดดในตอนเช้า เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว วิธีนี้หากใครที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายแข็งแรง ปรับตัวได้เร็วมากขึ้น ส่วนแสงแดดนั้นจะช่วยปรับนาฬิการ่างกายให้เป็นปกติหลังจากการเดินทางได้เร็ว ลดอาการเหนื่อยล้าได้ดี

7.ใช้เมลาโทนินเป็นตัวช่วย วิธีสุดท้ายนี้ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ ถ้าคุณเกิดอาการเจ็ทแลคนานกว่าปกติ และได้ใช้วิธีทั้งหมดข้างบนมาหมดแล้ว ยังไม่สามารถนอนหลับตามปกติได้ จนมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อาจจะต้องรับประทานยาเมลาโทนินเพื่อช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

โดยปกติอาการเจ็ทแลคจะหายไปได้ภายในเวลาประมาณ 1 สัปดาห์หรืออาจจะเร็วกว่านั้นสำหรับบางคน แค่ทำตามเทคนิคที่บอกมาทั้งหมด เชื่อว่าทุกคนจะสามารถเดินทางได้แบบสบายใจ และสามารถปรับตัวตามเวลาได้ดีขึ้น เวลาท่องเที่ยวก็จะได้สดชื่น มีแรงเที่ยวอย่างเต็มที่

จูงมือคู่รักมาฮันนีมูน กับ 5 โรงแรมติดแม่น้ำปิง โรแมนติกจนอยากขอแต่งอีกรอบ

สำหรับคู่รักที่เพิ่งแต่งงานหรือคู่ฮันนีมูนใหม่ ๆ อยากจูงมือกันไปเที่ยวและมองหาที่พักสุดโรแมนติก วิวสวย ๆ บรรยากาศดี ๆ ที่เหมาะกับการสวีทสุด ๆ คุณจะพลาดเชียงใหม่ไม่ได้เลย เพราะเสน่ห์ของที่นี่ไม่ใช่แค่ภูเขาและสายหมอก แต่มีแม่น้ำสายหลักอย่างแม่น้ำปิง ที่ไหลผ่านตัวเมืองเชียงใหม่ท่ามกลางสองฝั่งที่มีวิถีชีวิตชุมชนดั้งเดิม เชียงใหม่จึงมีที่พักสไตล์รีสอร์ทที่ออกแบบมาอย่างสวยงาม ดึงดูดนักท่องเที่ยว ผุดขึ้นริมฝั่งแม่น้ำปิง คู่รักที่อยากมาฮันนีมูนที่เชียงใหม่ไม่ควรพลาดกับที่พักที่จะต้องทำให้คุณมีความสุขสุด ๆ และประทับใจจนอยากจะขอแฟนแต่งงานอีกรอบ

โรงแรมสวยอลังการ บรรยากาศโรแมนติก ติดริมแม่น้ำปิง คู่รักอยากฮันนีมูน ต้องมา

1.โรงแรม ปิงนครา บูทิคโฮเทลแอนด์สปา มีความสวยสไตล์โคโลเนียลที่เป็นตึกสีขาวโดดเด่นติดริมแม่น้ำปิง ด้วยคำนิยามของโรงแรมคือ การเดินทางย้อนกลับสู่ความงดงามแห่งอดีต ที่เก๋ไปกว่านั้น โรงแรมยังใช้รถเบนซ์รุ่นเก่าและคลาสสิคมาก ๆ ให้ฟีลลิ่งกับคู่รักที่มาพักได้บรรยากาศย้อนยุคจริง ๆ

ทำเลที่ตั้ง : 135/9 ถ.เจริญประเทศ ต.ช้างคลาน อ.เมือง เชียงใหม่

2.โรงแรม รติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท ที่พักสวยอลังการ ติดแม่น้ำปิงที่มีความล้านนามาก ๆ แสดงเอกลักษณ์ความเป็นเชียงใหม่แทบทุกมุม คู่รักที่อยากมาฮันนีมูน กับบรรยากาศแบบเชียงใหม่แต๊ ๆ จะต้องชอบมาก โรงแรมมีห้องอาหารที่อยู่ติดกับริมแม่น้ำปิง ให้ชมวิวกันชัด ๆ และช่วงเย็นยังมีดนตรีให้ฟังเคล้าคลอไปด้วย แถมตอนเช้า ๆ จะมีพระที่มาบิณฑบาตทางเรือ ผ่านทางโรงแรม ที่นี่จึงมีมุมสำหรับให้แขกมาร่วมตักบาตรได้ด้วย เป็นโมเมนต์ที่หาดูได้ยาก หากจะพาคู่รักของคุณมาตักบาตรริมแม่น้ำตอนเช้าด้วยกัน ก็เก๋ไม่ซ้ำใครเลยทีเดียว

ทำเลที่ตั้ง : 33 ถ.ช้างคลาน ต.ป่าแดด อ.เมือง เชียงใหม่

3.โฮเทล เดส อาร์ติสต์ ปิง ซิลลูเอต เชียงใหม่ โรงแรมชื่อเก๋ไก๋แห่งนี้มีที่มาไม่ธรรมดา ในอดีตย่านทำเลที่ตั้งของโรงแรมแห่งนี้เป็นโกดังเก่า เป็นแหล่งค้าขายสำคัญของเชียงใหม่ มีพ่อค้าทั้งไทยและจีน ติดต่อธุรกิจกันย่านนี้อย่างคึกคัก โรงแรมจึงออกแบบด้วยโทนสีขาว-ดำ ซึ่งเชื่อมโยงกับชื่อของโรงแรม “ปิง ซิลลูเอท” หรือ “Ping Silhouette” ในยามพระอาทิตย์ตกก็จะมีแสงและเงามืดทอดผ่านแม่น้ำปิงมายังตัวโรงแรม สถาปัตยกรรมแบบจีนประยุกต์ ก็สอดคล้องกับโกดังเก่าในอดีต แถมตัวอาคารก็สูงไล่เลี่ยกับบ้านเรือนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ยิ่งทำให้ดูกลมกลืนกับชุมชน คู่รักที่อยากสัมผัสกับที่พักติดวิวแม่น้ำปิงที่มีอดีตสวยงามเช่นนี้ รีบจูงมือกันมาพักผ่อนให้ไว

ทำเลที่ตั้ง : 181 ถ.เจริญราษฎร์ ต.ช้างม่อย อ.เมือง เชียงใหม่

4.ศาลา ล้านนา เชียงใหม่ จากเดิมที่ตั้งใจจะเป็นเพียงบ้านพักตากอากาศริมแม่น้ำ กลับกลายมาเป็นร้านอาหารริมน้ำและโรงแรมขนาดเล็ก สร้างอย่างกลมกลืนไปกับชุมชน บรรยากาศของภายในโรงแรมมีความสงบ สบาย รู้สึกผ่อนคลายทันทีที่มาถึง

ทำเลที่ตั้ง : 49 ถ.เจริญราษฎร์ ต.ช้างม่อย อ. เมือง เชียงใหม่

5.โรงแรม ลิตเติ้ล เชลเตอร์ โรงแรมน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน ที่พักดีไซน์เก๋ การันตีด้วยรางวัลด้าน Interior Design จากต่างประเทศ และในระดับนานาชาติจากการออกแบบแนวคิด Contemporary Lanna ดึงดูดคู่รักหรือนักท่องเที่ยว สายงานอาร์ตและชอบงานดีไซน์ให้มาเยือน แถมบรรยากาศที่ติดฝั่งน้ำปิง ยังมีต้นไม้ใหญ่เล็กคงไว้เช่นเดิม มีวิวทิวทัศน์ที่สวย บรรยากาศโรแมนติกที่ และมีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร หากมีแฟนชอบถ่ายรูป มีมุมสวยให้คุณเลือกกดชัตเตอร์เยอะมาก อาหาร เครื่องดื่ม กาแฟที่นี่ยังอร่อย และแหวกแนวไม่ซ้ำใคร รับรองว่าได้ฟีลลิ่งกู๊ดจนแทบไม่อยากออกไปไหนเลยทีเดียว

ทำเลที่ตั้ง : 208/25 อ.เมือง เชียงใหม่

หัวใจของการฮันนีมูนอาจจะหมายถึงการได้อยู่กับคู่รัก แค่ใช้เวลาด้วยกันแบบมีคุณภาพ เรียบง่ายและมีความสุขที่สุด การใช้เวลาแค่ได้พักผ่อนในที่พักสวย ๆ ดื่มด่ำบรรยากาศดี ๆ ริมแม่น้ำ ทุกที่ที่เราคัดสรรมาให้อย่างดีแล้ว เชื่อว่าคู่รักทุกคู่ต้องประทับใจและอยากกลับมาเที่ยวเชียงใหม่กันบ่อย ๆ อีกแน่นอน

10 เมืองท่องเที่ยว แบ็คแพ็คไปลุยคนเดียวก็สนุกได้ การันตีว่าปลอดภัยมากที่สุดในโลก

การออกเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวแบบลุยเดี่ยว ดูเป็นเรื่องปกติที่ใคร ๆ ก็กล้าทำกันมากขึ้นในสมัยนี้ ส่วนอีกหลายคนคิดอยากจะไปคนเดียวแต่ไม่กล้า เรื่องที่น่าห่วงมากที่สุดคงเป็นเรื่องของความปลอดภัยของตัวเอง โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่แม้จะคิดว่าตัวเองเป็นสาวแกร่งแค่ไหน ก็ต้องมีความกังวลกันบ้าง แต่ปัจจุบันมีเมืองท่องเที่ยวหลายเมืองที่การันตีได้ในเรื่องของความปลอดภัยมากที่สุดในโลก เพื่อให้นักเดินทางที่อยากเริ่มต้นลุยเดี่ยวแบบสบายใจ แทนที่จะกลัวจนหมดสนุก เราลองเลือกเมืองที่เหมาะสม แล้วออกไปท่องโลกกันเถอะ

10 เมืองท่องเที่ยวที่ติดอันดับความปลอดภัยสูงสุด มีคะแนนการันตี เที่ยวได้สบายใจ

จากการรวบรวมข้อมูลของเมืองท่องเที่ยวทั่วโลกเพื่อจัดอันดับของความปลอดภัย ของหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ในปี 2019 นั้น โดยสรุปออกมาเป็นภาพรวม คือ ความปลอดภัยส่วนบุคคล สุขภาพ สาธารณูปโภคพื้นฐาน และความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตหรือด้านดิจิตอล เริ่มจากอันดับความปลอดภัยสูงสุด ที่มีคะแนนรวมจากมากที่สุด

อันดับที่ 1 โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

แชมป์ของเมืองที่ปลอดภัยมากที่สุดในโลก ในทวีปเอเชียแปซิฟิก ตกเป็นของเมืองโตเกียว ได้คะแนนรวม 92 คะแนน ชนะแบบไม่ต้องสงสัยเพราะเราเห็นระบบต่าง ๆ เช่น การรับมือกับการเกิดแผ่นดินไหวที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นแม้จะมีอาคารขนาดใหญ่ในเมืองมากมาย รวมถึงความปลอดภัยส่วนบุคคล ไปเที่ยวโตเกียวถึงไปคนเดียวก็เที่ยวสบายหายห่วง

อันดับที่ 2 สิงคโปร์

คะแนนรวม 91.5 การันตีว่าสิงคโปร์เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวคนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี การเดินทางในเมืองสิงคโปร์สะดวกมาก อยากลองออกเดินทางคนเดียว ลองไปลุยที่นี่ก่อนได้ แหล่งท่องเที่ยวมีคุณภาพและปลอดภัยไม่แพ้อันดับ 1 เลย

อันดับที่ 3 โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

วกกลับมาเที่ยวญี่ปุ่นอีกรอบ แต่เปลี่ยนเป็นเมืองโอซาก้า ที่ได้คะแนนความปลอดภัยรวมไป 90.5 โอซาก้านั้นสวยงาม น่าเที่ยว ขอแค่เตรียมแผนการเดินทางให้พร้อม กายพร้อม ใจพร้อม เตรียมบินไปโอซาก้ากันได้เลย

อันดับที่ 4 อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอแลนด์

ไปฝั่งยุโรปกับเมือง อัมสเตอร์ดัม คะแนนรวม 88 คะแนน เลขสวยซะด้วย สมกับเป็นเมืองแห่งมรดกโลก เมืองเล็ก ๆ แต่ปลอดภัยและมีประวัติศาสตร์เก่าแก่สวยงามอีกเมืองหนึ่ง ถึงจะดูไกลไปสำหรับนักเดินทางมือใหม่ แต่เมื่อมั่นใจว่าอยากไปเที่ยวที่นี่แล้ว อย่ารีรอ

อันดับที่ 5 ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

เมืองปลอดภัย Top 5 ที่ได้คะแนนรวมไป 87.9 คะแนน ซิดนีย์เป็นประเทศที่จัดอยู่ในทวีปเอเชียแปซิฟิก เมืองแห่งความมีชีวิตชีวา อีกเมืองหนึ่งที่น่าไปเที่ยว การันตีด้วยความปลอดภัยส่วนบุคคลและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ดี

อันดับที่ 6 โตรอนโต ประเทศแคนาดา

คะแนนรวมสูสีกับเมืองซิดนีย์ ห่างกันเพียง 0.1 เท่านั้น โตรอนโตได้คะแนนไป 87.8 เมืองแห่งความปลอดภัยที่สุดและสะอาดที่สุดในอเมริกาเหนือ เสน่ห์ที่น่ารักของโตรอนโตคือผู้คนที่นี่เป็นมิตรมาก ถึงแม้จะรั้งอันดับที่ 6 แต่ความน่าเที่ยวของเมืองนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าเมืองอื่น ๆ เลย

อันดับที่ 7 วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา

เมืองต้นกำเนิดของประชาธิปไตย และเป็นจุดศูนย์กลางทางการเมือง รวมถึงประวัติศาสตร์ของอเมริกา คะแนนรวมที่ได้คือ 87.6 คะแนน จุดเด่นที่น่าท่องเที่ยวของเมืองวอชิงตัน ดี.ซี.คือพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ อนุสรณ์สถานต่าง ๆ ที่มีอยู่เต็มไปหมด

อันดับที่ 8 โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

โคเปนเฮเกน ได้คะแนนรวมไป 87.4 คะแนน เมืองในเทพนิยายที่ผู้คนขนานนาม เต็มไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมที่น่าสนใจ ว่ากันว่าใครได้ไปเที่ยวก็เหมือนดั่งต้องมนต์ ถึงจะอยู่ในอันดับ 7 แต่ความปลอดภัยสูงไม่ได้น้อยไปกว่าเมืองไหน ใครจะแบกเป้เที่ยว ลุยเดี่ยวเมืองนี้ก่อนก็น่าสนใจไม่น้อยเลย

อันดับที่ 9 โซล ประเทศเกาหลีใต้

เมืองท่องเที่ยวยอดฮิตของเหล่านักท่องเที่ยว คะแนนรวมอยู่ที่ 87.4 แต่โซลขึ้นชื่อในเรื่องความปลอดภัยมากสุด ๆ เช่นกัน เนื่องจากมีกฎระเบียบและกฎหมายที่เข้มข้นจริงจัง ผู้คนมีวินัย มีแหล่งท่องเที่ยวเอาใจวัยรุ่นมากมาย อาหารการกินก็อร่อย หากอยากจะลองตะลุยโซลคนเดียว จะมัวรออะไร รู้แบบนี้ สาว ๆ สบายใจลุยเดี่ยวได้เลย

อันดับที่ 10 เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

วกกลับมาที่ออสเตรเลียกันอีกครั้ง ได้คะแนน 87.4 เท่ากับโซล เมลเบิร์นเป็นเมืองสวยงามน่าไปมาก และอากาศดี ช่วงที่น่าเที่ยวคือช่วงฤดูใบไม้ร่วง หรือเดือนเมษายน อากาศจะไม่หนาวมากหรือร้อนมากจนเกินไป

พอจะตัดสินใจกันได้แล้วใช่ไหมสำหรับนักเดินทางมือใหม่ที่อยากจะท้าทายตัวเอง แม้แต่ละเมืองจะถูกจัดอันดับความปลอดภัยมาให้สบายใจกันระดับหนึ่ง แต่ที่สำคัญก็ควรเตรียมตัว ศึกษากฎ ระเบียบ ของเมืองต่าง ๆ ที่เราจะไปให้ดีก่อนด้วย เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดหวังไว้ จะได้มีข้อมูลช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้น อย่าลืมว่าความปลอดภัยของตัวเรานั้นต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ

คนโสดต้องลุย เตรียมบินไปไหว้ขอแฟน 4 วัด 4 ประเทศ อยากลงจากคาน จะรอช้าได้ไง

สาว ๆ หรือ หนุ่ม ๆ คนไหนบ่นว่าโสด เหงา อยากมีแฟนมาตลอด จะทนเหงากันอยู่ต่อไปก็คงไม่ได้ อยากมีแฟนมาทางนี้ เรามีวิธีให้คนโสดลงจากคาน ส่วนคนที่เพิ่งอกหักจงปาดน้ำตาแล้วเดินหน้าเตรียมเก็บกระเป๋าบินไปขอคู่กันเลย เรื่องนี้รอช้าไม่ได้ ไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันเลยดีกว่า กับ 4 วัดศักดิ์สิทธิ์ในประเทศเอเชีย อยู่ใกล้ไทย ไปง่าย พร้อมวิธีขอพรที่ถูกต้อง ขอยังไงให้ได้ลงจากคาน

4 วัดศักดิ์สิทธิ์ สำหรับคนโสด ที่ต้องไปขอเนื้อคู่ ขอแล้วได้แฟนจริง

วัด เยี่ยไห่ชิง (Yueh Hai Ching Temple) ประเทศสิงคโปร์ เริ่มจากที่นี่กันก่อนเลยจากกรุงเทพ ฯ บินไป สิงคโปร์ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง วัดนี้ถูกขนานนามว่า “The Love Temple” เพราะคนที่เคยมาขอพรที่วัดนี้ต่างสมหวังในความรักกันมากมาย วิธีขอคือต้องขอกับเทพเจ้า “Elder Of Moon” โดยนำด้ายสีแดงไปคล้องไว้ที่องค์เทพเจ้าและอธิษฐานขอเรื่องคู่

การเดินทาง : MRT สถานี Raffles Place ทางออก D

วัด หวังต้าเซียน (Wong Tai Sin Temple) ฮ่องกง วัดที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในการขอเนื้อคู่ ภายในวัดมีเทพเจ้าหยกโหลว หรือเทพเจ้าด้ายแดง เป็นรูปปั้นเทพเจ้าสีทองถือสมุดเนื้อคู่อยู่ตรงกลางระหว่างรูปปั้นเจ้าสาว และรูปปั้นเจ้าบ่าว และมีด้ายแดงโยงไปที่เทพเจ้าหยอกโหลว การขอพรจะต้องใช้ด้ายแดงผูกนิ้วเอาไว้ ในระหว่างทำพิธีห้ามไม่ให้ด้ายแดงนี้หลุดออกจากมือเด็ดขาด การขอพรที่ถูกต้องมีวิธีดังนี้

ผู้หญิง ให้ไหว้ที่เทพเจ้าหยกโหลว 3 ครั้ง แล้วเดินไปที่รูปปั้นเจ้าสาว (ทางซ้ายมือ) อธิษฐานขอคู่ที่เจ้าสาว เสร็จแล้วไหว้ 3 ครั้ง แล้วเดินไปทางรูปปั้นเข้าบ่าว (ทางขวามือ) ใช้มือลูบเท้าเจ้าบ่าว 3 ครั้ง หลังจากนั้นให้ปล่อยด้ายแดงออกได้ และผูกด้ายแดงไว้กับเชือกเป็นอันเสร็จพิธี

ผู้ชาย ไหว้เทพเจ้าหยกโหลว 3 ครั้ง แล้วเดินไปที่รูปปั้นเจ้าบ่าวก่อน อธิษฐานขอคู่ แล้วไหว้อีก 3 ครั้ง จากนั้นเดินไปที่รูปปั้นเจ้าสาว ใช้มือลูบที่เท้าเจ้าสาว 3 ครั้ง แล้วปล่อยมือออกจากกันได้และจึงผูกด้ายแดงไว้ที่เชือก

การเดินทาง : MRT สถานี Wong Tai Sin ทางออก B2

วัดหลงซาน เมืองไทเป ประเทศไต้หวัน จากกรุงเทพบินไปไต้หวันใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง วัดเก่าแก่ของไต้หวันที่มีชื่อเสียง คนโสดมาขอพรเรื่องความรักกันที่วัดแห่งนี้ต่างก็สมหวังกันมาเยอะ รู้แบบนี้ต้องรีบมา และวิธีไหว้ขอพรที่ถูกต้องคือต้องไหว้กับเทพเฒ่าจันทรา โดยให้หยิบไม้สีแดงรูปพระจันทร์เสี้ยว หรือเรียกกันว่า “เซ้งปวย” ประกบคู่ไว้ในมือ แล้วบอก ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด ของเรา โดยจะต้องบอกอย่างละเอียด แล้วอธิษฐานขอคู่ ใครมีสเปคแฟนไว้แบบไหน รูปร่าง หน้าตา นิสัยที่อยากได้ ให้บอกให้หมด อย่าเขินอาย ไปขนาดนี้แล้ว ต้องขอให้จริงจัง

จากนั้นก็เป็นการถามเรื่องความรักที่เราอธิษฐานไปเพื่อขอด้ายแดงจากเทพเฒ่าจันทราด้วยการโยนไม้เสี่ยงทาย จะต้องโยนไม้ 3 ครั้ง และไม้จะต้องออกมารูปแบบ คว่ำ 1 อัน หงาย 1 อัน แบบนี้ติดกัน 3 ครั้ง แบบนี้ถือว่าสำเร็จ จึงจะสามารถหยิบด้ายแดงออกมาได้เพื่อนำไปวนที่กระถางธูป 3 รอบ และจะต้องวนตามเข็มนาฬิกาเท่านั้น เชื่อว่าด้ายแดงนี้จะไปผูกคนที่เป็นเนื้อคู่เราให้มาเจอกัน

หากเราโยนไม้เสี่ยงทายออกเป็นรูปแบบคว่ำทั้งสองอันในรอบใดรอบหนึ่ง จะหมดสิทธิ์โยนต่อ แปลว่า ไม่ได้ แต่ถ้าไม้หงายทั้งสองอัน มีความหมายว่าไม่รู้ หรือไม่แน่ใจ สามารถโยนไม้เสี่ยงทายใหม่ได้ โดยนับรอบใหม่ให้ครบ 3 ครั้ง ขั้นตอนนี้ขอให้ตั้งใจ เพราะนี่หมายถึงคำตอบว่าคุณจะได้คู่หรือไม่

การเดินทาง : MRT สายสีน้ำเงิน ลงสถานี Longshan Temple ทางออก 1

ศาลเจ้า โตเกียว ไดจินกู (Tokyo Daijingu) ประเทศญี่ปุ่น ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ที่หนุ่มสาวโสดชาวญี่ปุ่นยกให้เป็นอันดับหนึ่งในการมาขอพรเรื่องความรัก การันตีด้วยการที่มีเหล่าบรรดาคนโสดหลั่งไหลกันมาขอพรที่นี่ไม่ขาดสาย วิธีการขอพรนั้นไม่ยุ่งยาก ก่อนอื่นให้เดินไปยังจุดล้างมือ เพื่อตักน้ำรดมือทั้ง 2 ข้างเพื่อเป็นการชำระล้างร่างกายและจิตใจเราก่อนทำการอธิษฐาน ให้โยนเหรียญเพื่อเป็นเหมือนการบริจาคให้ศาลเจ้า แล้วโค้งคำนับ 2 ครั้ง ประกบมือทั้ง 2 ข้างแล้วปรบมือ 2 ครั้งให้เกิดเสียง เชื่อว่าเป็นการทำให้เทพเจ้ารับรู้ว่าเรากำลังมาขอพร เมื่ออธิษฐานเสร็จแล้วให้โค้งคำนับ 1 ครั้ง ไหน ๆ ก็มาถึงที่แล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ เครื่องรางต่าง ๆ ไอเทมที่ได้รับความนิยมมาก ๆ คือ “เครื่องรางเทพเจ้าผูกรัก Enmusubi” และยังมีเครื่องรางอื่น ๆ มีให้เลือกสำหรับเก็บไปบูชา หรือเป็นของที่ระลึกได้อีกด้วย เอาเป็นว่าเลือกกันได้ตามอัธยาศัยและความศรัทธาก็แล้วกัน

การเดินทาง : MRT สถานี Idabashi ทางออก A4 หรือ นั่งรถไฟ JR ลงสถานี Idabishi ทางออก West

รู้พิกัดกันขนาดนี้แล้ว คนโสดควรลุย เดินหน้าไปต่อได้เลยสวย ๆ เรื่องความรักเป็นเรื่องธรรมชาติของคนทุกคน และการไปขอพรนั้น ไม่จำเป็นจะต้องขอเรื่องเนื้อคู่เพียงอย่างเดียว ใครอยากขอเรื่องสุขภาพ การงาน หรือเรื่องใดก็ตามก็สามารถอธิษฐานได้ทุกเรื่อง หากเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว เมื่อเราให้ความเคารพสถานที่และมีจิตใจศรัทธา รวมทั้งปฏิบัติตัวอยู่ในศีลธรรมเสมอ เชื่อว่าท่านย่อมให้สิ่งดี ๆ ตอบแทนเราแน่นอน

เที่ยวแบบชิล ๆ ที่เชียงดาว ไปกี่ครั้งก็ยังหลงรัก

ถ้าคุณเป็นนักท่องเที่ยวที่รักป่า รักเขา คุณจะต้องหลงรักเชียงดาวอย่างแน่นอน อำเภอเชียงดาวเป็นหนึ่งในอำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อาจจะเป็นเพราะเสน่ห์ของธรรมชาติที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่ามองไปทางไหนก็มองเห็นวิวภูเขาโอบล้อมเมือง เสน่ห์ของผู้คนที่มีอัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส แลดูเป็นมิตรและอบอุ่นสำหรับคนต่างถิ่นที่ได้มาเยือน

เชียงดาว และมนต์เสน่ห์ของธรรมชาติที่น่าหลงใหล

อำเภอเชียงดาวห่างจากตัวอำเภอเมืองเชียงใหม่ประมาณ 72 กิโลเมตร หากเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งถือว่าใช้เวลาไม่นานมากนัก เราก็สามารถไปสัมผัสความสวยงามของธรรมชาติและความสงบนอกตัวเมืองกันได้แล้ว ที่นี่มีภูเขาที่เสมือนเป็นจุดแลนด์มาร์ก สามารถมองเห็นได้เด่นชัดมาก คือ “ดอยหลวงเชียงดาว” ภูเขาสูงใหญ่ ตั้งเด่นเป็นสง่า ให้ผู้มาเยือนต่างตะลึงกับขนาดและความสวยงาม

ซึ่งคำว่า “ดอย” แปลว่า “ภูเขา” และ “หลวง” ในที่นี้แปลว่า “ใหญ่” นั่นเอง ถือเป็นมนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหลของดอยหลวงเชียงดาวที่สร้างความน่าประทับใจแก่นักท่องเที่ยวที่มาพบเห็นเสมอ หากใครที่อยากชื่นชมความงามของดอยหลวงเชียงดาวแบบสบาย ๆ ปัจจุบันมีที่พัก รีสอร์ท สวยงามหลายแห่ง รอต้อนรับนักท่องเที่ยวมาจับจอง พักผ่อนแบบสบาย ๆ เพื่อชื่นชมความงามของดอยหลวงเชียงดาวกันได้อย่างเต็มอิ่ม บางแห่งนอกจากมีที่พักแล้วยังมีบริการหมูกระทะ และปิ้งย่าง เป็นเซ็ต ให้นั่งทานที่ระเบียงพร้อมชมวิวดอยหลวงแบบฟิน ๆ กันอีกด้วย เรียกว่ามาแล้วได้ทั้งบรรยากาศ ทั้งอิ่มท้องจุก ๆ กันไปเลย แต่ก่อนที่จะไปฟินกับหมูกระทะ คนที่อยากผ่อนคลายด้วยการแช่น้ำร้อนแบบออนเซ็น จะต้องไม่พลาด เพราะที่เชียงดาวมี “บ่อน้ำร้อนบ้านยางปู่โต๊ะ” มีบริการบ่อน้ำร้อนให้แช่แบบฟรี และบ่อน้ำร้อนส่วนตัว ที่มีค่าบริการ คิดเป็นชั่วโมงละ 50 บาทเท่านั้น แต่ได้แช่น้ำร้อนในบ่อส่วนตัวท่ามกลางธรรมชาติกันแบบ ชิล ๆ คุ้มค่ากับการมาพักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริง

หากมาเยือนเชียงดาวแล้ว สิ่งที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะต้องนึกถึงเสมอ นั่นคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น วัด หรือโบราณสถานเก่าแก่ของที่นี่ เพื่อไปกราบขอพรให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองหรือครอบครัว วัดที่ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และมีประวัติยาวนานประจำอำเภอเชียงดาวและยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวในปัจจุบัน นั่นก็คือ “วัดถ้ำเชียงดาว”

วัดถ้ำเชียงดาว ตำนานความเชื่อ ความศรัทธา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์

วัดถ้ำเชียงดาว เป็นวัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของถ้ำเชียงดาว ในอดีตเคยเป็นสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรมของพระธุดงค์และฤาษี ต่อมามีการสร้างโบราณสถาน เช่น เจดีย์ และพระพุทธรูปทันใจ หรือ หลวงพ่อทันใจ ที่เชื่อว่าหากได้มาอธิษฐานขอพรหลวงพ่อทันใจแล้วมักจะได้รับความสมหวังดังใจปรารถนา รวมถึงตำนานเล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ในอดีต ทำให้วัดถ้ำเชียงดาวกลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนศรัทธา และเคารพนับถือมากราบไหว้ขอพรเป็นจำนวนมาก จากนั้นจึงมีการบูรณะวัดถ้ำเชียงดาวเรื่อยมาจนมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในปัจจุบัน ในส่วนด้านในของถ้ำนั้นยังมีหินงอก หินย้อยที่เกิดตามธรรมชาติ เป็นรูปร่างต่าง ๆ อย่างสวยงาม และยังมีพระพุทธรูปอยู่ภายในถ้ำด้วย สายบุญไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

หากท่านใดยังไม่เคยมาเที่ยวอำเภอเชียงดาว หรือเคยมาแล้วและยังอยากมาย้ำความประทับใจกับธรรมชาติที่ยังคงมีเสน่ห์ที่น่าหลงใหลของเชียงดาว ขอแค่เตรียมตัวและวางแผนการเดินทางให้พร้อม แนะนำว่าควรมาพักอย่างน้อย 1 คืน เพื่อจะได้มีเวลาเที่ยวแบบ ชิล ๆ ไม่ต้องเร่งรีบมากนัก แล้วคุณอาจจะหลงรักเชียงดาวจนอยากจะกลับมาเที่ยวอีกครั้งแน่นอน

แนะนำฟาร์มน่าเที่ยว อบอุ่นสไตล์บ้านไร่

การท่องเที่ยวในประเทศไทย นอกจากจะคิดถึงการไปทะเล ปีนเขา หรือเข้าพักที่รีสอร์ทในป่าสักแห่ง ไปดูน้ำตกสวย ๆ แล้ว ฟาร์มก็นับเป็นอีกหนึ่งแห่งที่เรียกได้ว่าน่าสนใจมาก ๆ เหมาะแก่การพาครอบครัวไปเที่ยวและพักผ่อน ยิ่งสำหรับเด็ก ๆ แล้ว ฟาร์มก็คือห้องเรียนกลางแจ้งแห่งใหม่ที่จะเปิดโลกให้กับเจ้าตัวน้อย หรือพวกผู้ใหญ่เองก็ได้โอกาสพักใจ ปล่อยวางทุกอย่างลงบนหญ้าฟางเพื่อคลายเครียดสำหรับชีวิตที่แน่นขนัดจากที่เคยเจอมา

เที่ยวฟาร์มอย่างมีฟาร์มสุข

  • ไร่ปลูกรัก (จ.ราชบุรี)

พบกับความรักไม่เล็กในทุ่งกว้างของไร่ปลูกรักที่จะเปิดโอกาสให้นักพนันของ VWIN ทุกคนได้รู้จักกับความรักในการปลูก เพราะที่นี่นอกจากจะมีวิวที่งดงามแล้ว ยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้ได้ลองทำกันมากมาย เช่น สอนปลูกผัก สอนทำไข่เค็ม สอนทำปุ๋ย สอนทำไอศกรีม ที่สำคัญ ผักทุกชนิดของที่นี่เขาเป็นผักออร์แกนิคที่ไม่ปนเปื้อนสารพิษ ที่นอกจากจะสนุกและได้ความรู้ มาที่นี่ยังทำให้ได้ทานของดี ๆ บำรุงร่างกายกันอีกด้วย

  • CORO Field  (จ.ราชบุรี)

ชื่อฟาร์มเก๋ ๆ ที่ล้อกับชื่อคลอโรฟิลล์สารสีเขียวที่อยู่ในใบพืช ทำให้เอกลักษณ์ของที่นี่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะมีความเขียวชอุ่มอุดมสมบูรณ์ มองดูแล้วเย็นตาสบายใจ ยิ่งมาคู่กับเมล่อนญี่ปุ่นหวานหอมเย็นฉ่ำ ทำให้ไม่เสียชื่อที่เป็นฟาร์มเมล่อนญี่ปุ่นแห่งแรกในประเทศไทยจริง ๆ แถมนอกจากจะมีต้นไม้สวย ๆ ไว้ให้ถ่ายรูปเล่นได้แล้ว ยังมีร้านอาหารรสเด็ดที่เรียกได้ว่าห้ามพลาดซ่อนตัวอยู่ในฟาร์มแห่งนี้ให้ทุกคนเลือกทานกันได้ตามใจชอบอีกด้วย

  • ฟาร์มตาเล็ก (จ.นครนายก)

นับเป็นสถานที่แห่งการทำปศุสัตว์และพืชผักที่แท้จริง เพราะที่ฟาร์มตาเล็กจะให้เราได้ไปเก็บไข่ไก่กันสด ๆ ถึงในเล้า ได้เรียนรู้ผูกพันไปกับชีวิตสไตล์ชาวไร่ที่อาศัยธรรมชาติแท้ ๆ ทั้งสายลมอ่อน ๆ กับไอแดดอุ่น ๆ ที่พัดโชยเข้ามา ทำให้การเรียนรู้ที่จะอยู่กับฟาร์มผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและความสดใส

  • ไร่บุญรอด (จ.เชียงราย)

ไร่บุญรอดเป็นที่เลื่องชื่อของวิวสวรรค์ เพราะนอกจากจะได้เห็นความสวยงามของทุ่งเนินสีเขียวสดใส ลานดอกไม้ตระการตา หรือจะเป็นทะเลสาบกว้างใหญ่ ไร่ชา หรือจะไร่ผลไม้ ก็แล้วแต่เป็นทิวทัศน์ที่ควรได้ไปเยือนสักครั้ง ไม่รวมกับพวกสัตว์ป่าน้อยใหญ่ที่จะทำให้วันหยุดของเรามีสีสันเพิ่มขึ้นอีกเยอะทีเดียว

ความสนุกกลางแจ้งกับรอยยิ้มกลางแดด

              การไปเที่ยวสไตล์ฟาร์มมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาความใกล้เคียงยาก คือการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพราะการได้เรียนรู้กิจกรรมผ่านทางการได้ลงมือทำ ได้สัมผัสกับความสดใหม่ของวัตถุดิบและใกล้ชิดกับธรรมชาติ ทำให้วันหยุดที่ผ่านไปมีความน่าจดจำมากขึ้น ได้เห็นไร่สีเขียวไกลสุดลูกหูลูกตา กับบรรดาเหล่าสัตว์น่ารักทั้งหลายแบบใกล้ ๆ ถ้าจะถ่ายรูปเก็บไว้ก็สวย หรือจะถ่ายรูปรวมเป็นแบบครอบครัวแล้ว ไม่ว่ามองเมื่อไหร่ก็จะสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความทรงจำดี ๆ แน่นอน