เที่ยวจอร์แดน เมืองทะเลทรายที่สวยงามไม่แพ้ดินแดนเทพนิยาย

จอร์แดนเป็นประเทศขนาดเล็กในตะวันออกกลาง แม้ว่าจะไม่มีทางออกสู่ทะเลและมีภูมิประเทศเป็นทะเลทรายกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา แต่ก็เป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังมากมายที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้ วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับประเทศอันแสนมีเสน่ห์แห่งนี้ รับรองว่าคุณจะหลงรักจอร์แดนแน่นอน จอร์แดน ดินแดนที่ผสมผสานประวัติศาสตร์อันยาวนาน จอร์แดนเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่าเคยเป็นทางผ่านของโมเสสเมื่อนำพาชาวยิวออกมาจากประเทศอียิปต์ นอกจากนั้นเรายังสามารถเที่ยวชมสิ่งปลูกสร้างแบบโรมันได้ที่เมืองเจอราซ (Jerash)  และวิหารเฮอร์คิวลิสในย่านเมืองเก่า Citadel Of Amman  อีกทั้งเรายังสามารถพบสิ่งปลูกสร้างแบบอิสลามได้ที่จอร์แดน เพราะว่าจอร์แดนเคยเป็นเมืองมี่อยู่ภายใต้จักรวรรดิอิสลามนั่นเอง การท่องเที่ยวในประเทศจอร์แดน อย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่าประเทศจอร์แดนมีลักษณะภูมิประเทศเป็นทะเลทราย แต่ก็มีอากาศที่ไม่ได้ร้อนอบอ้าวมากนักในบางช่วงของปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมที่อาจจะมีอุณหภูมิอยู่ที่ 20 องศาเซลเซียส ส่วนช่วง High Season ของการท่องเที่ยวในจอร์แดนก็คือช่วงพฤษภาคมจนถึงเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่มีอากาศค่อนข้างร้อน สูงสุดประมาณ 45 องศาเซลเซียส สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถเดินทางไปจอร์แดนและทำ Visa On Arrival เมื่อไปถึงจอร์แดนได้เลย ไม่จำเป็นต้องทำ Visa ล่วงหน้าก่อนที่ประเทศไทย ทะเลเดดซี ทะเลมรณะที่แสนงดงาม ทะเลเดดซี หรือทะเลที่มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าทะเลมรณะ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศจอร์แดน เป็นทะเลที่มีระดับความเค็มที่สุดของโลกเนื่องจากมีความเข้มข้นของเกลืออยู่ในระดับสูงถึงประมาณ 30%  จนสามารถยกวัตถุให้ลอยได้ และด้วยระดับความเข้มข้นของเกลือในปริมาณที่สูงนี้เอง ทำให้ทะเลนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เลย จนเป็นที่มาของชื่อทะเลมรณะหรือเดดซี (Dead Sea) นั่นเอง โดยนักท่องเที่ยวสามารถชมทะเลเดดซีได้จากทั้งทางประเทศจอร์แดนและทางประเทศอิสราเอล เพราะทะเลเดดซีอยู่ระหว่างกลางของชายแดนทั้งสองประเทศ

เที่ยวบาหลี สัมผัสวัฒนธรรมและธรรมชาติอันสวยงามราวกับต้องมนต์

บาหลีเป็นจังหวัดหนึ่งในประเทศอินโดนีเซียที่มีลักษณะเป็นเกาะ ไม่ไกลจากประเทศไทยเท่าไหร่ แต่มีความสวยงามทางด้านวัฒนธรรมและธรรมชาติที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ มีประวัติยาวนานนับพันปี ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้เข้ามาเยี่ยมชม โดยบาหลีมีวัดทั้งหมดประมาณ 20,000 ทั่วบริเวณ แต่ละวัดล้วนแล้วแต่มีสถาปัตยกรรมแบบฮินดูเฉพาะตัวที่หาชมได้ที่บาหลี (การเข้าชมวัดแต่ละวัดมักมีค่าเข้าชมประมาณวัดละ 1,000 รูเปียห์ ดังนั้นนักท่องเที่ยวควรเตรียมเงินเอาไว้ให้พร้อมเมื่อต้องการจะเข้าชมวัดในบาหลี) โดยช่วงท่องเที่ยวของบาหลีจะเป็นช่วงฤดูร้อนนั่นก็คือช่วงเดือนเมษายนถึงกันยายนของทุกปี อีกหนึ่งข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าไปเที่ยววัดในบาหลี คือควรพกผ้าถุงหรือผ้าโสร่งที่ยาวคลุมเข่ามาด้วยเพื่อนุ่งเข้าวัด โดยผ้าที่ว่าจะต้องเป็นผ้าที่มีสีสุภาพ ไม่ฉูดฉาด วัดทานาล็อต (Tanah Lot Temple) วัดแบบฮินดูริมชายฝั่งทะเลของบาหลี เป็นวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางเข้าไปชมวิวพระอาทิตย์ตก โดยเป็นวัดที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งท้องทะเลตามความเชื่อของชาวบาหลี เมื่อยามน้ำขึ้นจะดูเหมือนว่าวัดตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ กลางทะเล แต่ในช่วงน้ำลง นักท่องเที่ยวก็จะสามารถเดินเท้าเพื่อเข้าไปเยี่ยมชมและศักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดได้ (สำหรับนักท่องเที่ยวจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในวิหาร) วัดอูลูวาตู (Uluwatu Temple) อีกหนึ่งวัดริมหน้าผาบนชายฝั่งทะเลที่มีชื่อเสียงของบาหลีที่ตั้งอยู่ทางใต้ของเกาะ เป็นอีกวัดหนึ่งที่ขึ้นชื่อในเรื่องของวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม คุ้มค่ากับการเที่ยวชม วัดเบซากิห์ (Besakih Temple) วัดหลวงแห่งเกาะบาหลี เป็นวัดที่มีขนาดใหญ่และฉากหลังเป็นภูเขาไฟกุนุงอากุง ซึ่งเป็นภูเขาที่มีความสูงที่สุดของเกาะ ภายในประกอบด้วยวัดเล็ก ๆ มากมาย ซึ่งมีวัดที่มีชื่อเสียงและมีความสำคัญที่สุดก็คือวัดปุราเปนาทารัน อากุงที่อยู่บริเวณตรงกลาง ซึ่งวัดนี้เองที่มีจุดถ่ายที่รูปเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว มีลักษณะเป็นเสาประตูเรียกว่า The Gateway to Heaven จุดถ่ายรูปยอดฮิตที่นอกเหนือจากวัดที่เกาะบาหลีที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องมาเยือน